มุมประสบการณ์
ความหมายของมุมประสบการณ์ ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ ดังนี้
เบญจา แสงมลิ (2539: 238) ให้ความหมายคำว่า “มุม”
บริเวณที่วางสิ่งของ หรือสื่อการสอน แต่ละวิชา รวมกันแล้ววางไว้ที่มุมห้อง
หรืออาจวางบนโต๊ะ บนชั้นหรือรวบรวมสิ่งของเป็นหมวดหมู่ วางไว้เป็นที่เป็นทาง
ราชบัณฑิตยสถาน (2542: 869, 666) ให้ความหมายว่า มุม หมายถึง
เนื้อที่ตรงด้านยาวกับด้านตัด มาบรรจบกัน ประสบการณ์ หมายถึง
ความจัดเจนที่เกิดจากการกระทำหรือได้พบเห็นมา
สรุปได้ว่า มุมประสบการณ์ หมายถึง
บริเวณที่มีเนื้อที่สำหรับจัดวางสิ่งของหรือสื่อการสอน เป็นหมวดหมู่
ก่อให้เกิดการกระทำกับสิ่งของหรือสื่อการสอนจนได้รับความชำนาญ
ความสำคัญของมุมประสบการณ์
ศุภลักษณ์ ศรีดอกไม้ (2551: 27)
ได้กล่าวถึงความสำคัญของมุมประสบการณ์ไว้ว่า มุมประสบการณ์
เป็นมุมการเรียนรู้ที่มีวัตถุประสงค ์ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาทางด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์
ฝึกให้เด็ก มีความรับผิดชอบในการทำงาน เป็นคนมีระเบียบวินัย ฝึกการปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่น
โดยรู้จักการรอคอย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ และให้อภัย
เรียนรู้และรับรู้เกี่ยวกับพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ ฯลฯ
ประสบการณ์เรียนรู้ตามมุมประสบการณ์ต่างๆ
ล้วนมีจุดมุ่งหมายของการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน เฉพาะทางด้านสติปัญญา
ตั้งแต่การจำที่เป็นอย่างมีการนำมาประยุกต์ใช้ความต้องการในกาสื่อความเข้าใจ ในสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็กให้ผู้อื่นเข้าใจ
เด็กได้ฝึกฝนการสังเกต แยกแยะ เปรียบเทียบ จับกลุ่ม การคาดเดา
ความกล้าหาญในการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ การเลียนแบบอย่างที่มีตัวตนของตนเอง
การได้ฝึกฝน ประสบการณ์เดิมที่มีการเรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่หรือสถานการณ์ที่เด็กสมมติขึ้นมาในการเล่น
บทบาทสมมติ ซึ่งล้วนเป็นทักษะเบื้องต้นที่นำไปสู่การคิดทบทวน การคิดวิเคราะห์
คิดวิจารณญาณ คิดแก้ปัญหา และคิดสร้างสรรค์ และความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ
อารมณ์ สังคม ที่ได้รับ การส่งเสริมพัฒนาไปพร้อมๆ กับทางด้านสติปัญญาในสิ่งแวดล้อมของการเรียนรู้ที่สนับสนุนให้เด็ก
เรียนรู้อย่างมีความสุข อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ประกอบด้วยภูมิต้านทานเบื้องต้นของการรู้จักพอเพียง
ซึ่งประสบการณ์การเรียนรู้ที่เด็กได้รับอย่างเหมาะสมกับหลักพัฒนาการ
จะเป็นรากฐานของคุณลักษณะ การเรียนรู้ที่สามารถก้าวสู่การเรียนรู้ที่เป็นนามธรรม
ซึ่งมีความซับซ้อนในระดับที่สูงขึ้นของการเรียนรู้ เนื่องจากกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล
และการเรียนรู้วิธีเรียนเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญสำหรับ การเรียนรู้ในวัยต่อไป
จะเห็นได้ว่า มุมประสบการณ์
เป็นมุมการเรียนรู้ที่มีความสำคัญต่อเด็ก ในการส่งเสริมพัฒนาการ ทุกด้าน
ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคม และสติปัญญา สร้างเสริมประสบการณ์เป็นทักษะ
เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ที่สูงขึ้นต่อไป
ประเภทของมุมประสบการณ์
ศุภลักษณ์ ศรีดอกไม้ (2551: 28) ได้กล่าวถึง การจัดอุปกรณ์
เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นในห้องเรียน แบ่งออกตามลักษณะกิจกรรมที่เด็กทำ เป็น 3
ประเภท ดังนี้
1. มุมประสบการณ์เลียนแบบประสบการณ์ชีวิต
2. มุมประสบการณ์ทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์
3. มุมประสบการณ์ที่ส่งเสริมความรู้ที่เหมาะสมกับวัย
ซึ่งในแต่ละประเภทมีรายละเอียด ดังนี้
1. มุมประสบการณ์เลียนแบบประสบการณ์ชีวิต
หมายถึง
มุมที่จัดเตรียมเพื่อให้เด็กได้ทำกิจกรรม ซึ่งเป็นการเลียนแบบชีวิตในครอบครัว
เด็กมีประสบการณ์ มาก่อนได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของบุคคลต่างๆ ในครอบครัว สังคม
เล่นบทบาทสมมติ มุมประสบการณ์ ดังกล่าว นอกจากจะทำให้เด็กมีความพอใจ เพลิดเพลิน
ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคม การใช้ภาษา การปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน
การพัฒนาทา งอารมณ์ สังคม และสติปัญญา มุมประสบการณ์ที่ควรจัดเสริมประสบการณ์
ดังนี้
1.1 มุมบ้าน
1.2 มุมหมอ
1.3 มุมร้านค้า
1.4 มุมวัด
1.5 มุมเกษตร ฯลฯ
สื่ออุปกรณ์ที่จัดในมุมดังกล่าว ได้แก่ เครื่องครัว
เครื่องใช้ในบ้าน เช่น เสื่อ หมอน กระจก ตุ๊กตา เสื้อผ้า ตุ๊กตา
เครื่องแบบของคนอาชีพต่างๆ เช่น หมอ ตำรวจ ทหาร เครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น
กระบุง ตะกร้า ไม้คาน เครื่องมือจับปลา รองเท้า และเสื้อผ้า ที่ไม่ใช้แล้ว เป็นต้น
สำหรับเด็กแสดง บทบาทสมมติ (พรรัก อินทามระ. ม.ป.ป.)
2. มุมประสบการณ์ทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ หมายถึง
มุมที่จัดเตรียมเพื่อให้เด็กได้ทำกิจกรรม อย่างอิสระ
ให้เด็กได้มีอิสระในการทำกิจกรรมนั้นๆ ตามความคิดความเข้าใจ ความต้องการของตนเอง
เมื่อเด็กเกิดทักษะ ครูปฐมวัยอาจส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกันได้ เด็กได้รับการส่งเสริมการรับรู้ทางสายตา
การทำงานประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ
2.1 มุมเล่นน้ำ
2.2 มุมบล็อก
2.3 มุมเครื่องเล่นสัมผัส
สื่ออุปกรณ์ที่จัดในมุมดังกล่าว ได้แก่
ภาชนะเล่นน้ำ - ทราย ถ้วยตวง ขวด ช้อน ตัวสัตว์พลาสติก บล็อกไม้ขนาดต่างๆ
ตัวต่อพลาสติก เป็นต้น
3. มุมประสบการณ์เพื่อสร้างเสริมความรู้ที่เหมาะกับวัย หมายถึง มุมที่จัดเตรียมเพื่อให้เด็กได้ศึกษา
หาความรู้ ด้วยการสังเกตและทดลองด้วยตนเอง เป็นการปลูกฝังให้เด็กมีลักษณะนิสัยใฝ่รู้
ใฝ่เรียน และสนใจสิ่งต่างๆรอบตัว เด็กยังได้รับการส่งเสริมทักษะ การคิด
มุมประสบการณ์ที่ควรจัดประสบการณ์ ดังนี้
3.1 มุมวิทยาศาสตร์
3.2 มุมเกมการศึกษา
3.3 มุมหนังสือ ฯลฯ
สื่ออุปกรณ์ที่จัดในมุมดังกล่าว ได้แก่ เครื่องชั่ง เปลือกหอย
ตัวอย่างพืช กระดาษ สำลี เกมการศึกษา หนังสือนิทาน เป็นต้น
พรรัก อินทามระ. (ม.ป.ป.) ได้กำหนดประเภทของมุมประสบการณ์ ดังนี้
การจัดมุมนี้อาจจะหมุนเวียนกันไป ไม่จำเป็นต้องจัดทั้งมุมบ้าน
มุมหมอ มุมวัด ฯลฯ พร้อมๆ กัน ภายใน 1 วัน แต่ควรคำนึงถึงความเหมาะสม
ของหน่วยประสบการณ์ ความต้องการของเด็ก และ สถานการณ์เป็นหลัก
1. มุมหนังสือ
มุมนี้แม้จะไม่มีการสอนอ่านเขียน สำหรับเด็กปฐมวัย
แต่การหาภาพสวยๆ นิทานภาพมาจัดวางไว้ ย่อมเป็นสิ่งจูงใจให้แก่เด็กได้จับต้องเปิดดู
เป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งประกอบ สำหรับมุมนี้ คือ เสื่อ
หมอน รูปทรงต่างๆ จะช่วยจูงใจให้เด็กอยากนั่น นอน อ่านในท่วงท่าสบายๆ
ก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน ทั้งที่อ่านไม่ได้แต่ก็จะสนุกสนานเพลิดเพลิน กับรูปสวยๆ
เหล่านั้น
2. มุมธรรมชาติศึกษา หรือมุมวิทยาศาสตร์
มุมนี้เป็นมุมที่เด็กจะศึกษาหาความรู้ด้วยการสังเกต
ทดลองด้วยตนเอง จึงต้องจัดหาอุปกรณ์ เช่น เครื่องชั่ง ตัวอย่างพืช เปลือกหอย สำลี
กระดาษ หินต่างๆ ฯลฯ นำมาจัดวางไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้เด็กค้ นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง
3. มุมเครื่องเล่นสัมผัส
มุมนี้เป็นมุมที่ฝึกเด็กในเรื่องการเรียนรู้ทางสายตา การสังเกต
การเปรียบเทียบการจัดหมวดหมู่ ภาษา การคิดหาเหตุผล การคิดสร้างสรรค์
และการทำงานสัมพันธ์ระหว่างตาและมือประกอบไปด้วยสื่อ เครื่องเล่นต่างๆ เช่น
พลาสติกสร้างสรรค์ กล่องหยอดบล็อก ลูกปัดสำหรับร้อย ฯลฯ
4. มุมเกมการศึกษา
มุมนี้เป็นมุมที่ใช้ฝึกเด็กในเรื่องการรับรู้ ทางสายตา
การคิดหาเหตุผล และการทำงานสัมพันธ์ ระหว่างมือกับตา ประกอบไปด้วยเกมการศึกษา
พลาสติกสร้างสรรค์ กล่องหยอดบล็อก ลูกปัดสำหรับร้อย อาจมีแบบร้อยไว้ให้เด็กด้วย
5. มุมเล่นน้ำ
มุมนี้เป็นมุมที่เด็กทั่วไปชอบเล่น เพราะการเล่นน้ำ
นอกจากจะสร้างความพอใจให้กับเด็กแล้ว ยังเป็นการให้ความรู้กับเด็กอีกด้วย
เด็กจะเรียนรู้ว่าน้ำเป็นของเหลว เมื่ออยู่ในภาชนะใดก็จะมีรูปร่าง เหมือนภาชนะนั้น
สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ (2550ข: 26 - 29) ได้กล่าวว่า
มุมพื้นฐานที่นิยมจัดอย่างแพร่หลาย
มีหลายประเภท
ดังนี้
1. มุมหนังสือ เป็นมุมสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
ธรรมชาติของเด็กปฐมวัยจะมี ความสนใจหนังสือและชอบเปิดหนังสือตั้งแต่เด็ก
ครูและผู้ปกครองหลายๆ ท่านเริ่มอ่านหนังสือให้เด็กฟัง หรือให้เด็กดูหนังสือภาพไปพร้อมๆ
กับการฟังผู้ใหญ่อ่านตั้งแต่ใกล้วัยสองขวบ หนังสือเป็นสื่อกลางของ การสนทนาที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับลูก
ครูกับลูกศิษย์ จากการวิจัยพบว่า ในเด็กวัยเด็กเล็ก 2 - 3 ขวบ เมื่อแม่ พ่อ
หรือครูอุ้มลูกนั่งตักและอ่านหนังสือภาพให้เด็กฟังไปพร้อมๆ กับการชี้รูปภาพให้เด็กดู
พบว่า พัฒนาการของเด็กสูงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านสติปัญญา
การวางรากฐานการรักการอ่าน
จะเป็นการปูทางให้เด็กก้าวสู่การเรียนรู้ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ มุมหนังสือจึงจำเป็นต้องมีในห้องเรียน
ปฐมวัยทุกห้องเรียน และครูปฐมวัยที่สอนเด็กอย่างถูกต้องตามหลักการการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
สำหรับเด็กอนุบาลนั้น จะต้องอ่านหนังสือนิทานที่เหมาะสมกับวัยของเด็กทุกวัน
ครูบางคนที่ให้ความสำคัญกับ การการอ่าน จะจัดกิจกรรมการอ่านให้เด็กทุกวัน
ๆละมากกว่า 1 ครั้ง หลายๆ โรงเรียนส่งเสริมให้เด็ก ยืมหนังสือไปอ่านต่อกับผู้ปกครองที่บ้าน
ในขณะที่หลายๆโรงเรียน ส่งเสริมให้เด็กสามารถมีหนังสือ ของตนเองกลับบ้านเดือนละเล่ม
2. มุมศิลปะ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ที่จัดในมุมนี้ประกอบด้วยสีน้ำ
สีเทียน แป้งปั้นหรือดินที่ใช้ในการปั้น กระดาษ กาวประเภทต่างๆ กรรไกร
เชือกและตัวหนีบอาจเป็นไม้หนีบเสื้อสำหรับแขวนเพื่อผึ่งชิ้นงานให้แห้ง
อุปกรณ์ประกอบการร้อย เช่น ลูกปัดขนาดต่างๆ เชือกใช้ในการร้อย ในมุมศิลปะที่เด็กเข้ามาค้นหาสำรวจ
จับต้องสื่อ วัสดุต่างๆ ขณะที่เด็กผสมสี คนสี คนกาว หรือกลิ้งลูกกลิ้งบนแปง้ ปั้น
ตัด เจาะ บิด ม้วนหรือพับสื่อวัสดุตา่ งๆ
อากัปกิริยาที่เด็กลงมือปฏิบัติกับสื่อวัสดุต่างๆ เป็นการเรียนรู้การใช้กล้ามเนื้อ
ในการทำงานได้ตามความต้องการของเด็ก เด็กจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำงานที่มุมศิลปะ
เช่น การแห้งของกาวที่ทำให้กระดาษติดกัน การเปลี่ยนแปลงของสีเหลืองและสีน้ำเงินที่ผสมกันแล้วเปน็
สีเขียว ฯลฯ ที่มุมศิลปะเด็กจะมีประสบการณ์การเรียนรู้ความเหมาะสมของการสื่อ
วัสดุอุปกรณ์ เพื่อการสร้างสรรค์งานที่ตนต้องการ เรียนรู้การถอดชิ้นส่วนหรือการแยกส่วนต่างๆ
ของอุปกรณ์เครื่องใช้ การจัดวางรูปแบบของชิ้นงาน การประกอบและการประยุกต์การใช้วัสดุหรือสื่อได้อย่างเหมาะสม
3. มุมบ้าน
มุมบ้านเป็นศูนย์กลางที่เด็กๆเล่นบทบาทสมมติและเลียนแบบ มุมบ้านเป็นเวที ที่เด็กมีโอกาสในการแสดงออกถึงความเข้าใจหรือการเรียนรู้สิ่งตา่
งๆ ซึ่งหมายถึงบุคคลต่างๆ สถานที่
เหตุการณ์ที่เด็กรับรู้จาการสังเกตหรือจากประสบการณ์ตรงของเด็ก
เป็นประสบการณ์ที่มีกับพ่อ แม่ กับน้องเล็กๆ ญาติพี่น้อง ลุง ป้า น้าอา คุณปู่
คุณย่า คุณตา คุณยาย ตำรวจดับเพลิง พนักงานร้านขายของ พี่เลี้ยงเด็ก
สัตว์เลี้ยงที่รู้จักคุ้นเคย การไปหาหมอฟัน หมอไปโรงพยาบาล ไปร่วมงานศพ งานแต่งงาน
การย้ายบ้านใหม่ การไปวัด หรืองานวันรวมญาติของครอบครัว การไปร้านขายของชำ
โทรศัพท์พูดคุย กับเพื่อนบ้าน การมีงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ การที่เด็กได้เล่นบทบาทของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เด็กมีประสบการณ์มาทำให้เด็กเข้าใจและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในโลกของผู้ใหญ่
มุมบ้านเป็นที่ๆ เด็กได้ทำงานการฝึกฝนทบทวนการแสดงความรู้สึก ความคิด ความเข้าใจและการใช้ภาษา
ในการสื่อถึงบทบาทสมมติที่เด็กกำลังเล่น และได้โต้ตอบปฏิสัมพันธ์ได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการ
ของเพื่อนที่กำลังเล่นบทบาทสมมติด้วยกัน มุมบ้านจึงเป็นมุมที่ความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเป็นสิ่งแวดล้อม
ที่เป็นสถานการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ทุกด้านเช่นกันและยังเป็นการปลูกฝังความสำนึกถึงบทบาททางสังคมที่เด็กได้พบเห็นในชีวิตจริง
4. มุมบล็อก ซึ่งจะมีไม้บล็อกรูปทรงและขนาดต่างๆ
ไม้บล็อกแบบกลวงที่เป็นไม้บล็อกใหญ่ ไม้บล็อกแบบตันที่เป็นไม้บล็อกชิ้นเล็ก
ของเล่นประกอบการเล่นบล็อก เช่น ตุ๊กตาไม้หรือพลาสติกที่เป็นรูปคน ต้นไม้
หรือสัตว์ประเภทต่างๆ รถ หรือรถยนต์ของเล่นชนิดต่างๆ ที่เล่นใช้เล่นประกอบการเล่นสร้างบล็อก
มุมบล็อกไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะเก้าอี้ เด็กจะสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นที่จำเป็นจะต้องมีบริเวณพอสมควร
การเล่นในมุมบล็อกเป็นการส่งเสริมให้เด็กเกิดการเล่นอย่างมีการคิดวางแผน
เล่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมาย
ไม่ใช่เป็นการเล่นสักแต่ว่าเล่นไปตามพลังในการขับเคลื่อนในตัวเด็กที่ความต้องการในการเล่น
เด็กเรียนรู้การควบคุมกล้ามเนื้อความสมดุลในการวางชิ้นที่วางซ้อนกันขึ้นไปในแนวดิ่ง
การจัดวางเป็น รูปแบบต่างๆ ในแนวราบซึ่งในระหว่างกระบวนการจัดวางชิ้นบล็อกต่างๆ
เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องของมิติสัมพันธ์ การแก้ปัญหาในการเลือกชิ้นบล็อก และการจัดวางให้เป็นไปตามที่เด็กต้องการให้งานต่อชิ้นบล็อก
ให้เป็นไปตามที่คิดไว้ เด็กมีการตัดสินใจในการเลือกชิ้นบล็อก
จัดวางและเล่นประกอบอย่างมีเหตุและผล ตามที่เด็กคิด มุมบล็อกจึงเป็นสภาพแวดล้อมที่การจัดการศึกษาปฐมวัยจัดขึ้นอย่างมีวัตถุประสงค์
ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างครอบคลุมทุกด้านของพัฒนาการอย่างสอดคล้องกับจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้
ที่มุมบล็อกเด็กได้เรียนรู้ทักษะกระบวนการทางตรรกะหลายๆ
ด้านที่จะเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระวิชาอื่นๆ
ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักตรรกะ เด็กได้เรียนในเรื่องมิติสัมพันธ์ การเรียงลำดับในเรื่องของขนาด
การเรียงลำดับก่อนหลัง เด็กเรียนประสบการณ์ของความสมดุล การสมมาตร การสร้างโครงสร้าง
ประสบการณ์ของการสร้างรั้วล้อมหรือการสร้างคอกล้อมรอบสิ่งสร้างสรรค์ที่สร้างจาก บล็อก
เด็กได้ฝึกการกะระยะ การกะประมาณช่องห่างของการวางชิ้นบล็อกอย่างมีความสัมพันธ์กัน
การสร้างกำแพงเมือง การออกแบบช่องเปิดของกำแพงเมือง การสร้างสะพานจากชิ้นบล็อก
การเลือกขนาด และรูปทรงที่เหมาะสมกับชิ้นงานที่สร้างสรรค์
5. การเล่นน้ำ
การเล่นทรายเป็นมุมประสบการณ์ที่ยังจำเป็นสำหรับเด็กในวัยนี้ โดยเพิ่มอุปกรณ์ ประกอบการเล่นน้ำ
เล่นทรายที่มีความเป็นบูรณาการสาระการเรียนรู้ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างเหมาะกับพัฒนาการ
ของเด็กแต่ละวัย
6. มุมของเล่น เป็นมุมที่เด็กได้เรียนรู้ด้วยความเพลิดเพลิน
และอุปกรณ์ สื่อ วัสดุของเล่นในมุมนี้ สามารถใช้ร่วมกับมุมบล็อก มุมบ้าน
มุมบทบาทสมมติ
7. มุมธรรมชาติหรือมุมวิทยาศาสตร์เป็นมุมที่เด็กได้ฝึกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ
เช่น
การให้อาหารสัตว์เลี้ยงแล้วสังเกตความชอบอาหารประเภทที่แตกต่างกันของสัตว์เลี้ยง การเปลี่ยนแปลงและ
การเติบโตของพืชที่ปลูกด้วยวิธีการต่างๆ เป็นต้น การใช้แว่นหรือเลนส์ขยายส่องดูวัตถุต่างๆ
ของการทดสอบ ความร้อน ความเย็น ฯลฯ
8. มุมอื่นๆ
ที่สอดคล้องกับความเป็นท้องถิ่นและวิถีชีวิตในชุมชนหรือสังคมที่เด็กเติบโต จะเห็นได้ว่า
การแบ่งประเภทของมุมประสบการณ์ที่จัดให้กับเด็ก โดยยึดเด็กเป็นสำคัญ มุมประสบการณ์ที่จัดนั้นต้องมี
สื่อเหมาะสมกับวัย ความสนใจ เด็กได้เรียนรู้หลายทักษะที่สอดคล้องกับท้องถิ่นและชีวิตประจำวัน
ในแต่ละวันของเด็ก
จะเห็นได้ว่ามุมประสบการณ์นั้นมีหลายประเภท
ซึ่งแต่ละประเภทจะต้องมีการตกแต่งให้เป็นที่ดึงดูด ความสนใจ มีชั้นวางอุปกรณ์รอบๆ
ห้อง อุปกรณ์เหล่านี้จะเก็บไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น เครื่องดนตรี
เครื่องเล่นเกี่ยวกับศิลปะ เครื่องเล่นหม้อข้าวหม้อแกง เป็นต้น
ซึ่งอุปกรณ์นี้เด็กสามารถหยิบจากชั้น มาเล่นเองได้
ลักษณะของมุมประสบการณ์
เรืองยศ วิชัย (2540: 36 - 38) ได้กล่าวถึง ลักษณะของมุมความสนใจ
ซึ่งผู้วิจัย (อัญชนา
เถาว์ชาลี.2553) ได้นำมาปรับกล่าวอ้างอิงในมุมประสบการณ์
ที่ครูปฐมวัยจะต้องคำนึงถึง มีดังนี้
1. การดึงดูดความสนใจ
2. ความสะดวกในการทำกิจกรรม
3. ความเป็นระเบียบและสวยงาม
4. สถานที่เก็บ
5. ความปลอดภัย
ซึ่งในแต่ละหัวข้อมีรายละเอียด ดังนี้
1. การดึงดูดความสนใจ
การจัดมุมประสบการณ์ให้ดึงดูดความสนใจของเด็กปฐมวัย เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจไว้ได้นั้นจะต้องสะดุดตาของเด็ก การจัดมุมประสบการณ์
ให้สะดุดตาของเด็กนั้นอาจทำได้หลายวิธีดังตัวอย่างต่อไปนี้
1.1 การจัดแสดงไว้ให้ดู เช่น
มุมแต่งตัวตุ๊กตา (น้อง) ครูแต่งตัวให้ตุ๊กตาตัวหนึ่ง แล้ววางไว้
ตุ๊กตาที่สวยงามนี้จะเป็นเครื่องดึงดูดใจให้เด็กเข้ามาเล่น และเลือกหาเสื้อผ้า
รองเท้า หมวกมาแต่งให้ตุ๊ตาตัวอื่นๆที่มีอยู่
1.2 การใช้สีสะดุดตาเป็นสื่อ เช่น
มุมรับแขก ถ้าเรามีเก้าอี้ชุดเล็กๆสำหรับเด็กนั่งคุยกัน
ครูปฐมวัยอาจหาผ้าปูโต๊ะสีสวยงามหรือขาวสะอาดปูบนโต๊ะรับแขกเล็กๆ
นั้นจะเป็นส่วนเด่น ในการเชื้อเชิญเด็กให้เข้ามาเล่น
1.3 สร้างสิ่งประกอบเพิ่มเติม เช่น
มุมทำครัวซึ่งเด็กๆเล่นกันมานานแล้ว วันหนึ่งครูได้จัดหา หมาก สำหรับใส่ปรุงอาหารของพ่อครัววางไว้
แนะนำให้เด็กๆรู้จักและเข้าใจว่า หมวกใส่ปรุงอาหาร มีประโยชน์อย่างไร
หมาวกดังกล่าวจึงจะดึงดูดความสนใจเด็กเพิ่มขึ้น
1.4 จัดขึ้นเป็นพิเศษ เช่น
ครูจัดโต๊ะพิเศษขึ้น 1 ตัว มีเก้าอี้ 3 - 4 ตัวรอบโต๊ะ บนโต๊ะมีผ้าปู สีสวยงามและมีแจกันปักดอกกุหลาบสดไว้
1 ดอก สิ่งพิเศษดังกล่าวจะทำให้เด็กสนใจ และถามว่า จัดสิ่งนี้ขึ้นเพื่ออะไรและครูก็ตอบว่าเป็นโต๊ะที่ใช้เล่นของเล่นใหม่ซึ่งเด็กๆ
ยังไม่เคยรู้จัก (ครูเลือกเด็กที่สนใจ และพร้อม 2 -3
คนมานั่งสาธิตวิธีเล่นเกมการศึกษา และให้เด็กเล่นตามลำพังต่อไป)
2. ความสะดวกในการทำกิจกรรม หมายถึง
ที่ว่าซึ่งกำหนดให้ในมุมนั้นเพียงพอที่เด็กกลุ่มนั้น จะเคลื่อนไหว
หรือทำกิจกรรมนั้นๆ พอสะดวกและ หมายถึง สถานที่สำหรับวางของต่างๆ ที่ใช้ประกอบกิจกรรมนั้นๆ
ว่าสะดวกต่อการหยิบ ค้นหาหรือเลือกใช้เพียงใด
3. ความเป็นระเบียบและความสวยงาม หมายถึง การจัดวางตั้งของต่างๆ
ที่ใช้ประกอบในแต่ละมุม ให้มีระเบียบสวยงาม เช่น การจัดดินสอสีสำหรับระบายสี
ควรจะแยกอออกเป็นกล่องหรือกระป๋องละสี
เมื่อเด็กต้องการใช้สีใดก็สามารถหยิบไปใช้ได้ และนำมาเก็บที่เดิมเมื่อเสร็จกิจกรรม
นอกจาก ความเป็นระเบียบแล้วยังมีความประณีตสวยงามด้วย เช่น
ครูปฐมวัยอาจใช้กระป๋องนมที่ใช้แล้ว ทำเป็นที่ใส่ดินสอสีสำหรับเด็กๆ
ถ้าแบ่งใส่กล่องละสีครูอาจตัดกระดาษสีพันรอบกระป๋อง หรืออาจตัด เป็นลวดลายปะรอบกระป๋องเพื่อให้มองดูสวยงาม
และเป็นการเตือนให้เด็กวางได้ถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น และฝึกนิสัยที่ดีแก่เด็กด้วย
4. สถานที่เก็บ หมายถึง
สถานที่เก็บเครื่องเล่นหรือสิ่งของประกอบมุมนั้นๆทั้งชุดไว้ เมื่อเด็กคลายความสนใจ
อาจจะเป้นกล่องกระดาษหรือลังไม้หรือตู้ ซึ่งสามารถบรรจุของทั้งหมดไว้ รวมกันได้แห่งเดียวแล้วนำไปเก็บไว้ในห้องพัสดุของโรงเรียน
ด้านข้างของกล่องอาจเขียนรายละเอียดบอก เช่น บอกชื่อมุมและรายการของทั้งหมด
ประสบการณ์นี้จะเปลี่ยนกันนำออกมาจัดตั้งได้เสมอตลอดปี
5. ความปลอดภัย หมายถึง
ความปลอดภัยที่จะต้องคำนึงถึงในเวลาจัดมุมประสบการณ์ของเด็ก คือ
การเลือกพัสดุเพื่อใช้ประกอบมุม เช่น กรรไกรต้องเลือกชนิดที่ปลายมน
เนื้อวัสดุที่เป็นแก้วไม่ควรใช้ เพราะเมื่อแตกแล้วจะเป็นอันตรายต่อเด็ก
ควรเลือกใช้วัสดุที่เป็นพลาสติกแทน (เลือกสีขาวหรือสีอ่อนๆ)
พื้นห้องที่เป็นไม้กระดานปลอดภัยกว่าพื้นปูนซีเมนต์ หรือโต๊ะกลมปลอดภัยกว่าโต๊ะเหลี่ยม
ถ้าเป็นโต๊ะเหลี่ยมต้องลบมุมให้มนเล็กน้อย
ศุภลักษณ์ ศรีดอกไม้ (2551: 33) ได้กล่าวถึง
ลักษณะของมุมประสบการณ์ที่ดี ไว้ดังนี้
1. จัดตั้งในที่เหมาะสม การจัดมุมโดยทั่วไปแล้ว
ครูปฐมวัยจะเลือกตั้งมุมห้องหรือว่าส่วนใกล้ กับฝาผนังแทบทุกด้าน
และจะเว้นส่วนกลางของห้องไว้เพื่อให้เด็กๆได้อยู่ในที่ว่างเพื่อมองรอบๆ ตรวจหามุมสนใจอื่นๆเพื่อทำกิจกรรมอีก
มุมประสบการณ์ มุมมีกิจกรรมซึ่งทำให้เกิดเสียง เช่น มุมดนตรี มุมการแสดงและมุมครู
- นักเรียน เป็นต้น มุมดังกล่าวอาจอยู่ห่างจากมุมที่มีกิจกรรมที่ต้องการความสงบ
เช่น มุมหนังสือ เป็นต้น หรือจัดตั้งเป็นส่วนๆ โดยใช้ตู้มากั้นมุมแต่ละมุม
2. มีสิ่งของครบชุดและจำนวนเพียงพอ มีสิ่งของครบชุด หมายถึง
ชนิดของที่จะเล่นด้วยกัน เช่น การเล่นปั้นแป้งจะต้องมีไม้คลึงแป้ง พิมพ์รูปต่างๆ
ไม้ตัดแป้ง แป้งสำหรับโรยรองพื้น ภาชนะใส่เมื่อทำเสร็จแล้ว
นอกจากจะมีของครบชุดแล้ว สำหรับกิจกรรมในมุมนั้นๆ แล้วจะต้องจัดของเล่นนั้นให้จำนวนเพียงพอ
กับจำนวนเด็กที่จะอนุญาตให้เล่นได้ในแต่ละครั้ง เช่น ถ้าโต๊ะปั้นแป้งนี้ ครูจัดเก้าอี้ให้นั่งรอบๆ
4 ตัว หมายถึง ว่าครูจะจัดให้เด็กเล่นได้ครั้งละ 4 คน ดังนั้นควรจะมีภาชนะใส่งานปั้นที่เด็กๆแต่ละคนทำให้จำนวน
4 ใบ แป้งปั้น 1 กิโล (อาจแบ่งเป็น 2 สี) ไม้คลึงแป้ง 1 หรือ 2 อัน มีดตัดแป้ง 4
พิมพ์รูปต่างๆ 5 - 8 ชิ้น แป้งโรยพื้น 2 จาน เล็กๆ เป็นต้น และในชนบทที่ไม่สามารถจัดได้อาจใช้ดินเหนียวแทนได้
3. สอดคล้องกับบทเรียน
กี่จัดมุมประสบการณ์ให้สอดคล้องกับบทเรียนจะทำให้เด็กมีทักษะ เพิ่มพูนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เช่น บทเรียนเรื่อง “ ผลไม้ ” มีกิจกรรมกลุ่ม คือ การสนทนา มีของจริงประกอบ
มีเพลงและนิทานเกี่ยวกับผลไม้ ในช่วงเวลากิจกรรรมเสรีเด็กก็ยังสามารถทำกิจกรรมในมุมประสบการณ์
ซึ่งสอดคล้องกับหลายมุมได้ เช่น
- มุมร้านค้า (จัดผลไม้ให้สวยงาม บอกชื่อ ราคา)
- มุมพ่อค้า แม่ค้าหาบเร่ (ขายผลไม้)
- มุมเกมการศึกษา (จับคู่ภาพผลไม้) (โดมิโนภาพผลไม้ 5 ชนิด)
(ภาพผลไม้กับ
ตัวเลข) (เรียงขนาดภาพผลไม้)
- มุมระบายสีภาพ (ใช้ระบายสีผลไม้ตามความเป็นจริง)
- มุมวาดรูป (ประกวดวาดภาพผลไม้ที่ฉันชอบ)
ดังนั้น ลักษณะมุมประสบการณ์ที่ดี
จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของที่ตั้ง มีสื่อ วัสดุอุปกรณ์ เพียงพอ
และจัดสอดคล้องกับบทเรียน ดังที่กล่าวมา
จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่ดีในการเรียนรู้ จากมุมประสบการณ์
หลักการและแนวทางในการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียน
หลักสำคัญในการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนต้องคำนึงถึงความปลอดภัย
ความสะอาด เป้าหมายการพัฒนาเด็ก ความเป็นระเบียบ ความเป็นตัวของตัวเอง
ให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น มั่นใจ และมีความสุขในการเรียนรู้
สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ (2550ข: 26) กล่าวว่า
หลักการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ที่สำคัญประการหนึ่งคือ
ให้เด็กมีโอกาสฝึกการตัดสินใจหรือมีโอกาสเลือก การจัดมุมต่างๆ ในห้องเรียน
ที่เด็กสามารถตัดสินใจเลือกเล่นในมุมต่างๆ ตามความสนใจของเด็ก
เป็นสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความสามารถในการตัดสินใจของเด็กในวัยนี้
อรุณี หรดาล (2548: 52 - 53) กล่าวว่า
การจัดการในชั้นเรียนระดับปฐมวัยมีลักษณะแตกต่าง จากการจัดการชั้นเรียนในระดับอื่น
มีสิ่งที่ครูควรคำนึงถึง ดังนี้
1. จุดมุ่งหมายการเรียนรู้
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ
การเตรียมความพร้อมและส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ
สังคม และสติปัญญา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต้องเอื้อให้เด็กบรรลุจุดมุ่งหมาย
ดังกล่าว ครูต้องจัดกิจกรรมให้เด็ก อย่างหลากหลายทั้งกิจกรรมรายบุคคล กลุ่มย่อย
กลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เคลื่อนไหว
มีปฏิสัมพันธ์กันรวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กทำงานร่วมกับบุคคลอื่น
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หรือนั่งทำงาน ใช้ความคิดเงียบๆ
คนเดียวในมุมสงบมุมใดมุมหนึ่งในห้องเรียน
2. สื่อ อุปกรณ์และของเล่น
เนื่องจากเด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการเล่น และการลงมือปฏิบัติ ดังนั้น สื่อ อุปกรณ์
และของเล่นจึงมีหลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ตัดสินใจเลือกเล่นได้ตามความสนใจ
ความถนัดและความต้องการ ครูต้องจัดอุปกรณ์เหล่านี้ให้เป็นหมวดหมู่
เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม ดึงดูด ความสนใจเด็ก
และที่สำคัญต้องสามารถหยิบฉวยได้เองตามความต้องการ
3. วัยของเด็ก เนื่องจากเด็กปฐมวัยยังช่วยเหลือตนเองได้ไม่ดีนัก
และขาดความระมัดระวังในการเล่น ประกอบกับเด็กวัยนี้ชอบเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
ไม่อยู่นิ่ง การจัดห้องเรียนต้องมีความปลอดภัย
ขณะเดียวกันต้องสะดวกในการเคลื่อนไหว และเคลื่อนย้ายเมื่อมีการเปลี่ยนกิจกรรม
4. จำนวนเด็ก
ในห้องเรียนมีความสำคัญอย่างมากต่อการจัดการในชั้นเรียน ถ้ามีเด็กในห้องมากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องการจัดการในชั้นเรียน
เริ่มตั้งแต่สถานที่คับแคบ ครูเอาใจใส่เด็กได้ไม่ทั่วถึง
ความไม่สะดวกในการจัดกิจกรรมเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มย่อย
การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูหรือกับเพื่อนๆมีน้อยลง
5. ขนาด/ลักษณะของชั้นเรียน ห้องเรียนบางห้องมีขนาดไม่เหมาะสม
กล่าวคือ มีขนาดใหญ่ และเป็นห้องโล่ง มีเสียงรบกวน ในขณะที่บางห้องมีขนาดเล็กไป
ไม่สามารถจัดมุมประสบการณ์ให้เด็กเล่นได้ อย่างหลากหลาย ในการจัดการในชั้นเรียน
ครูต้องพิจารณาขนาดและลักษณะของห้องประกอบด้วย
อรุณี หรดาล (2548: 53 - 56)
ได้แบ่งการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1. การจัดการในชั้นเรียนทางกายภาพ เป็นการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่ครูต้องคำนึงถึง
พื้นที่ของห้อง อุปกรณ์ของเล่น สิ่งของเครื่องใช้จำเป็นที่เด็กต้องใช้
การจราจรในห้องเรียน รวมถึงห้องน้ำ สำหรับเด็ก สิ่งสำคัญประการแรกที่ครูต้องคิดถึง
คือ สภาพแวดล้อมในห้องเรียนควรเอื้อให้เด็กได้เรียน รู้ด้วยตนเอง (self - directed
learning environment) โดยอาจจัดเป็นห้องโล่งกว้างหรือใช้ฉากตู้กั้น เป็นห้องเล็กๆ
ซึ่ง คร็อก (อรุณี หรดาล. 2548: 52 - 53; อ้างอิงจาก Krogh. 1994: 360) กล่าวว่า
การจัดพื้นที่ในห้องเรียนเด็กปฐมวัยควรมีความสมดุลกันระหว่างพื้นที่เปิดกว้างให้เด็กได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
มีอิสระในการเลื่อนย้ายกับพื้นที่ปิดที่จะช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัว
โดยมีองค์ประกอบ ของการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียน ดังนี้
1.1 การจัดพื้นที่ในห้องเรียน
ครูควรพิจารณาลักษณะของกิจกรรมที่จะให้เด็กทำ ถ้าครูต้องการ สนทนา หรือเล่านิทานเป็นกลุ่มย่อยควรจัดที่นั่งเป็นครึ่งวงกลม
ถ้าต้องการให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กัน ทำงานร่วมกัน อาจจัดเป็นมุมประสบการณ์ต่างๆ
เช่น มุมบล็อก มุมบทบาทสมมติ มุมอิสระ มุมเครื่องเล่นสัมผัส มุมหนังสือ
มุมธรรมชาติศึกษา ฯลฯ ดอปเยอรา และดอปเยอรา (อรุณี หรดาล. 2548: 54; อ้างอิงจาก
Dopyera Magaret Lay; & Dopyera John. 1993: 216 - 217) ได้เสนอแนวทาง การจัดมุมประสบการณ์ในห้องเรียนโดยให้แบ่งพื้นที่เป็น
4 ส่วน ดังภาพต่อไปนี้
แนวคิดการจัดพื้นที่ในห้องเรียน
ที่มา: อรุณี หรดาล. (2548).
แนวการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย หน่วยที่ 2.
ในประมวลสาระชุดวิชา
การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย. หน้า 54.
1.2 ในส่วนของพื้นที่เปียกแต่เงียบอาจเป็นมุมศิลปะ
พื้นที่เปียกแต่เสียงดังอาจเป็นมุมเล่นน้ำ เล่นทราย มุมบทบาทสมมติ มุมประกอบอาหาร
บริเวณที่แห้งแต่เงียบอาจเป็นมุมหนังสือ มุมเครื่องเล่นสัมผัส
ในส่วนของพื้นที่แห้งแต่มีเสียงดังอาจเป็นมุมบล็อก มุมดนตรี มุมเคลื่อนไหว
มุมสนทนากลุ่มย่อย ห้องเรียนบางห้องอาจไม่เป็นรูปสี้เหลี่ยมตามตัวอย่าง
แต่การแบ่งพื้นที่ในห้องเป็น 4 ส่วนดังกล่าว
จะช่วยให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ได้อย่างเต็มที่
1.3 การจัดจราจรในห้องเรียน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ครูต้องคำนึงถึง
เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวก เมื่อเด็กต้องเปลี่ยนการทำกิจกรรมหนึ่งไปอีกกิจกรรมหนึ่ง
มีความปลอดภัยขณะทำกิจกรรมและประหยัดเวลา
ครูต้องพิจารณาทั้งพื้นที่และอุปกรณ์ของเล่นในกิจกรรมนั้นๆ เช่น หลังจากเด็กทำกิจกรรมศิลปะแล้ว
เด็กต้องเอาผลงานไปวางไว้ในที่แห้ง แล้วจึงเอาผลงานนั้นมาเล่าให้เพื่อนฟัง
จากนั้นเอาผลงานไปติดแสดง ในที่ที่ครูกำหนด พื้นที่ต่างๆ
เหล่านี้ควรอยู่ใกล้กันเพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา
1.4 การจัดเก็บอุปกรณ์ของเล่นของใช้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญ และจำเป็นมาก สำหรับห้องเรียนปฐมวัย
อุปกรณ์และของเล่นของใช้สำหรับเด็กมี 2 ลักษณะ คือ
อุปกรณ์ของเล่นของใช้ที่เด็กต้องใช้ในการทำกิวัตรและกิจกรรมประจำวัน
และอุปกรณ์ของเล่นของใช้ ที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในขณะนี้
ต้องการเก็บไว้ชั่วคราวเพื่อใช้ในโอกาสต่อไป การเก็บของทั้ง 2 ลักษณะนี้ ควรแตกต่างกัน
กล่าวคือ ของใช้ประกอบการทำกิจวัตรประจำวัน ควรไว้ในชั้นเปิดในระดับความสูงที่เด็ กสามารถหยิบได้เอง
มีสัญลักษณ์บอกไว้เพื่อช่วยให้เด็กได้จัดเก็บเข้าที่เดิมได้สะดวกไม่หลงลืม
แยกจัดเก็บ เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ หยิบใช้สะดวก และสวยงาม
สำหรับสิ่งของที่ต้องการจัดเก็บไว้ชั่วคราว ควรจัดเก็บไว้ในชั้นปิด
และจดบันทึกไว้ว่าจัดเก็บอะไรไว้บ้าง ไม่ควรใส่ของมากจนเต็มรื้อค้นลำบาก
การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนทางกายภาพมิได้มุ่งให้เอื้อต่อการเรียนรู้
ความสะดวก และ ความปลอดภัยในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเท่านั้น
แต่ยังมุ่งให้มีความสวยงาม และเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีให้แก่เด็ก
ครูอาจใช้ภาพถ่าย ผลงานศิลปะ ต้นไม้ โมบาย ช่วยตกแต่งห้องเรียนได้
2. การจัดการในชั้นเรียนทางจิตภาพ
มุ่งเน้นที่การสร้างบรรยากาศในห้องเรียนที่จะเอื้อให้ การดำเนินกิจกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ไม่มีปัญหาความวุ่นวายเกิดขึ้น เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ และได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้
ไวท์เบรด (อรุณี หรดาล. 2548: 55; อ้างอิงจาก Whitebread. 2003: 43 - 44) กล่าวว่า
บรรยากาศดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ สิทธิ กฎกติกา
และความรับผิดชอบ ดังภาพต่อไปนี้
การจัดบรรยากาศในห้องเรียนแบบ 3R’s
ที่มา: อรุณี หรดาล. (2548).
แนวทางการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย
หน่วยที่ 2. ในประมวลสาระชุดวิชา
การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย. หน้า 55.
2.1 สิทธิ (rights) หมายถึง สิทธิต่าง ๆ ที่เด็กได้รับประกอบด้วย
สิทธิที่จะอยู่ในห้องอย่างปลอดภัย สิทธิที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ในขอบเขตของตน
สิทธิที่จะสื่อสารกับบุคคลรอบข้าง สิทธิที่จะเรียนรู้ ตามความสนใจ และความต้องการ
สิทธิที่จะเคลื่อนไหวหรือไปในที่ต่าง ๆ ในห้องเรียนและสิทธิที่ จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
2.2 กฎกติกา (rules) หมายถึง
ข้อตกลงร่วมกันที่จะช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และสามารถควบคุมตนเองได้
กฎกติกาในห้องเรียนควรมีลักษณะดังนี้ มีไม่มากเกินไป เขียนในทางบวก
สมาชิกมีส่วนร่วมในการกำหนด ยุติธรรม แน่นอนคงเส้นคงวา อยู่บนพื้นฐานของสิทธิ
และประกาศให้รู้ โดยทั่วกัน
2.3 ความรับผิดชอบ (responsibilities) หมายถึง
การทำตนตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ต้องมีการตักเตือน
ความรับผิดชอบและสิทธิควรควบคู่กันไป เมื่อเด็กมีสิทธิต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ในเรื่องนั้นๆ
ด้วย ดังนั้น
หลักการและแนวทางจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนจะต้องเป็นการจัดสภาพแวดล้อม ที่มีความมุ่งหมายเฉพาะเป็นพิเศษ
โดยให้เด็กได้เลือกและมีส่วนร่วมประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจ
ได้สังเกต คิดค้นคว้า ทดลอง และสร้างสรรค์
ช่วยให้เด็กเรียนรู้สิทธิและหน้าที่รับผิดชอบ ของตนเอง และเพื่อน
เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน เป็นวิธีการช่วยให้เด็กเกิดความพร้อม
ได้ด้วยตนเอง
หลักการจัดมุมประสบการณ์
การจัดมุมประสบการณ์สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของห้องเรียน
โดยจัดแยกส่วนที่ใช้เสียงดังและเงียบออกจากกัน
และต้องมีวัสดุอุปกรณ์ในมุมอย่างเพียงพอต่อการเรียนรู้ ของเด็ก
เบญจา แสงมลิ (2539: 239) กล่าวว่า ในการจัดมุมประสบการณ์นั้น
ต้องพิจารณาถึงขนาดของห้อง และจำนวนนักเรียนในห้อง ถ้าห้องแคบมีเนื้อที่น้อย
อาจจัดมุมหนึ่งหรือสองมุมก็ได้ ผลัดเวียนกันไป จะจัดมุมไหนก่อนหรือหลังนั้นอยู่ในดุลพินิจของครู
ทั้งทางกายภาพและจิตภาพ
พัชรี ผลโยธิน (2549: 11 - 13) กล่าวว่า โดยทั่วไป
ห้องเรียนปฐมวัยมักจะมีพื้นที่สำหรับ การเล่นต่อบล็อก เล่นบทบาทสมมติ
เล่นน้ำเล่นทราย มีพื้นที่ที่ต้องการความสงบเงียบสำหรับการอ่าน และการฟัง
มีพื้นที่สำหรับทำศิลปะ ตลอดจนพื้นที่สำหรับวางโต๊ะให้เด็กๆ
ทำกิจกรรมต่างๆในมุมประสบการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับ Feeney; Christensen;&
Moravik. (1996: 210) กล่าวว่า การออกแบบการจัดมุม ประสบการณ์ในห้องเรียนโดยปกติพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ
ที่ทำให้เกิดความไม่เป็นระเบียบ การเคลื่อนไหว ความสงบ กลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็ก
โดยเฉพาะการกำหนดที่ตั้ง อันดับแรกต้องคำนึงถึง ความต้องการของเด็ก
และมีหลักการจัดมุมประสบการณ์ ดังนี้
1. พื้นที่ใช้ความสงบต้องแยกออกจากพื้นที่ใช้เสียง
2. มุมศิลปะต้องใกล้กับน้ำและจะง่ายในการทำความสะอาดพื้น
3. มุมบล็อกมีทางเดินระหว่างมุม เป็นพื้นที่จำเป็นในการก่อสร้าง
4. มุมห้องสมุดจะต้องมีความสว่างและสวย
5. มุมวิทยาศาสตร์ อาจจะจำเป็นในการใช้ไฟฟ้า
ควรมีที่เก็บให้เรียบร้อย
6. มุมอื่นๆ
ที่ไม่ได้กล่าวมาให้จัดการในพื้นที่มุมอื่นที่เหลืออยู่
แฮมมอนด์ (พรรัก อินทามระ. ม.ป.ป.; อ้างอิงจาก. Hammond. N.d.)
กล่าวไว้ดังนี้
1. ควรจัดมุมตามความเหมาะสม มีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่างๆ
ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
เช่น
วันปีใหม่ วันเด็ก ฯลฯ
2. ควรจัดมุมไว้หลายๆ มุมเพื่อให้เด็กได้เลือกเล่นตามความสนใจ
ทั้งนี้ เพราะสมาธิและความสนใจของเด็กสั้น
3. ควรจัดมุมไว้รอบๆ ห้อง
เพื่อให้เด็กสามารถใช้เนื้อที่ภายในห้องได้อย่างเหมาะสม
4. ควรจัดบรรยากาศภายในห้องให้เด็กมีอิสระในการเคลื่อนที่
จากมุมหนึ่งไปสู่อีกมุมหนึ่งได้อย่างเสรี
และครูควรสังเกตดูด้วยว่าเด็กจะสนใจเล่นอะไรบ้าง
5. ครูควรแนะนำให้เด็กทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง
เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ต่างๆ ครูควรช่วยให้เด็กเลือกกิจกรรมต่างๆ
และได้ร่วมกลุ่มกับเพื่อนทำโดยไม่มีการทะเลาะวิวาทกัน
แต่ช่วยกันคิดช่วยกันทำและแก้ปัญหาร่วมกัน
6. ควรมีการตรวจสอบเนื้อหา กิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็กต่อไป
ดังนั้น หลักในการจัด มุมประสบการณ์จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ จำนวนเด็ก
และสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งของ
ได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้ใหญ่เป็นผู้ชี้แนะ ในการทำกิจกรรมด้วยความรัก
ความเข้าใจอย่างมีเหตุผล
แนวคิดการจัดการเรียนรู้
แนวคิดการจัดการเรียนรู้นั้นมีผลสืบเนื่องมาจากประสบการณ์ต่างๆ
ที่ได้รับโดยเด็กจะต้องเป็น ผู้กระทำให้เกิดขึ้นด้วยตนเองจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
และการเรียนรู้นั้น จะไปได้ด้วยดี
ประภาพรรณ เอี่ยมสุภาษิต (2548: 82 - 112) ได้กล่าวถึง
นักจิตวิทยาการศึกษากลุ่มพฤติกรรมนิยม
ซึ่งเชื่อว่าปัจจัยหลักที่มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์จะมาจากสิ่งเร้าในสภาพแวดล้อม
สกินเนอร์ มีความเชื่อว่า การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพนั้น
ควรจัดให้สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียนแต่ละบุคคล ควรมีการใช้เสริมแรงเป็นหลัก
และมีการให้ข้อมูลป้อนกลับที่เหมาะสมต่อการแสดงพฤติกรรมของผู้เรียน
นักจิตวิทยาและนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า
เด็กมีพัฒนาการความพร้อม ความสนใจที่แตกต่างกัน เด็กจะได้เรียนรู้ได้ดีเมื่อเด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงโดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง
5 ครูต้องเป็นผู้จัดเตรียมสภาพแวดล้อม วัสดุอุปกรณ์ และการเสริมแรงอย่างถูกวิธี
เพื่อเอื้อให้เด็กเกิดการเรียนรู้
กระทรวงศึกษาธิการ (2546ข: 57) กล่าวว่า
การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาส ให้เด็กเล่นอิสระตามมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์
ที่จัดไว้ในห้องเรียน เช่น มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติ
มุมบ้าน มุมร้านค้า เป็นต้น มุมต่างๆ เหล่านี้ เด็กมีโอกาสเลือกเล่นได้ อย่างเสรีตามความสนใจและความต้องการของเด็ก
ทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม อนึ่ง กิจกรรมการเล่น ตามมุม นอกจากให้เด็กเล่นตามมุมแล้ว
อาจให้เด็กเลือกทำกิจกรรมที่ผู้สอนจัดเสริมขึ้น เช่น เกมการศึกษา
เครื่องเล่นสัมผัส กิจกรรมสร้างสรรค์ประเภทต่างๆ
การจัดการเล่นตามมุมสามารถจัดได้หลายลักษณะ เช่น
1. การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุม
โดยเปิดโอกาสให้เด็กเลือกทำกิจกรรมสร้างสรรค์และเล่นตามมุม
เล่นในช่วงเวลาเดียวกันอย่างอิสระ
2. การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุม
โดยเน้นให้เด็กเลือกทำกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างน้อย 1 - 2 อย่าง
หรือตามข้อตกลงในแต่ละวัน
3. การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุม
โดยจัดมุมศิลปะหรือศูนย์ศิลปะให้เป็นส่วนหนึ่งของ มุมเล่น หรือศูนย์การเรียน ฯลฯ
สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ (2550ก: 23 - 25) ได้กล่าวถึง
แนวคิดการจัดการเรียนรู้ แอคทีฟ เลิร์นนิ่ง (Active Learning)
มุ่งให้เด็กมีความสนใจและเกิดคำถาม สามารถหาคำตอบได้ด้วยตนเองภายใต้ การสนับสนุนของครู
ได้ให้ข้อปฏิบัติ ดังนี้
1. การจัดสื่อวัสดุอุปกรณ์ที่เด็กสามารถจับต้องสัมผัส
สำรวจเพื่อการเรียนรู้ เช่น สับปะรด สำหรับในสถานการณ์ตัวอย่าง และอุปกรณ์อื่นๆ
ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ การจัดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ โดยตรงจากแหล่งเรียนรู้
2. การให้เด็กมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากที่สุด
ผู้ใหญ่จะไม่บอกคำตอบสำเร็จรูป ให้เด็กเสมอ แต่จะตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นความสนใจ
ขณะเดียวกันก็เป็นการกำหนดประเด็นการเรียนรู้ หรือการสืบค้นไปในตัว
บทบาทสำคัญของครูหรือผู้ใหญ่คือการตั้งคำถามปลายเปิดที่นำไปสู่การเรียนรู้ ที่เด็กสนใจ
อำนวยความสะดวกและเป็นผู้ช่วย ผู้สนับสนุนการเรียนรู้
3. ครูหรือผู้ใหญ่ที่จัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ตามแนวคิดแอคทีฟ
เลิร์นนิ่ง (Active Learning)
จะไม่แสดงหรือนำเสนอสิ่งที่สกัดกั้นการเรียนรู้ของเด็กโดยจะถามให้เด็กสังเกต สำรวจ
คิด ไตร่ตรอง และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง
4. การจัดสิ่งแวดล้อมในห้องเรียนที่เด็กมีโอกาสของการเลือก
การตัดสินใจ ที่จะทำกิจกรรมที่ เด็กสนใจที่สามารถปฏิบัติได้ทันที
5. การปฏิสัมพันธ์ของครูและเด็ก
คุณครูตั้งคำถามที่เร้าความสนใจเด็กในการมีส่วนร่วมและการลงมือ ปฏิบัติ การสำรวจเพื่อการเรียนรู้
การยอมรับการนำเสนอของเด็ก
จะเห็นได้ว่า
การจัดการเรียนรู้ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกทำกิจกรรมตามความสนใจ และตามความต้องการ ของเด็ก
การสอนตามแนวคิด แอคทีฟ เลิร์นนิ่ง (Active Learning) ก็เป็นการ เปิดโอกาสให้เด็กได้เคลื่อนไหวทางร่างกาย
โดยการสังเกต สำรวจ ค้นหาคำตอบในการคิดด้วยตนเอง หรือเรียนรู้จากการเลียนแบบประสบการณ์เดิม
โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ตา-ดู,หู-ฟัง,จมูก-ดมกลิ่น, ลิ้น-ชิมรส,
ผิวกาย-ร้อน/เย็น
คุณค่าทางการศึกษา
การจัดประสบการณ์สำหรับเด็ก มีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย
ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงพัฒนากา รในแต่ละด้านของเด็ก รวมทั้งความสนใจ
ความสามารถและสภาพแวดล้อมของเด็กปฐมวัย
ศุภลักษณ์ ศรีดอกไม้ (2551: 41) ได้กล่าวว่า
มุมประสบการณ์ที่จัดภายในห้องเรียนเป็นการสร้างเสริม ประสบการณ์ให้แก่เด็กต้องมีความหลากหลาย
เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระและช่วยให้เด็กมีพัฒนากา รทั้ง 4 ด้าน
ดังนั้น
1. พัฒนาการด้านร่างกาย ในการทำกิจกรรม เช่น การเล่นมุมบล็อก
เด็กจะต้องนำไม้บล็อก ออกจากชั้น และเก็บเข้าที่เอง
เด็กจึงได้พัฒนาทั้งกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก ส่งผลให้นิ้วมือ แขน ขา
แข็งแรง อีกทั้งในการสร้างกำแพงหรือหอคอยจะต้องอาศัยความสมดุลจึ งเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์
ระหว่างมือกับตา (จิณณภัส ศรีทรง. 2541:
23)
2. พัฒนาการด้านอารมณ์ - จิตใจ เด็กเมื่อประสบความสำเร็จ
การเล่นในมุมประสบการณ์ต่างๆ จะส่งผลให้เด็กเกิดการรู้สึกที่ดีต่อตนเอง
และยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักดูแลตนเองและผู้อื่น
ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถของตนเอง
3. พัฒนาการด้านสังคม การเล่นในมุมประสบการณ์
จะช่วยให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนๆ
เด็กได้รู้จักบทบาทและหน้าที่ของตนในการเล่น และ นอกจากนี้ หากครูได้ฝึกความรับผิดชอบ
และความมีระเบียบวินัย โดยการฝึกให้เด็กรู้จักเก็บของเข้าที่ทุกครั้ง
เมื่อสิ้นสุดการเล่น สิ่งเหล่านี้ จะเป็นการสร้างเสริมลักษณะนิสัยอันพึงประโยชน์ให้แก่เด็ก
(บังอร จำปา. 2538: 50)
4. พัฒนาการด้านสติปัญญา
เด็กจะได้เรียนรู้ความคิดรวยยอดทางด้านภาษา คณิตศาสตร์
ในการใช้คำพูดสนทนาโต้ตอบกับผู้อื่น และคิดจำแนก ขนาด รูปร่าง รูปทรงต่างๆ ได้
สรุปได้ว่ามุมประสบการณ์ต่างๆ
ที่หลากหลายจะช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม
และสติปัญญา
บทบาทครูปฐมวัย
บทบาทของครูในการจัดการศึกษาให้กับเด็กนั้น
ครูต้องส่งเสริมให้เด็กสามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติ
โดยสอดคล้องกับพัฒนาการและศักยภาพของเด็กด้วย
วศินี อิศรเสนา ณ อยุธยา (2546: 204) กล่าวว่า
ครูปฐมวัยมีหน้าที่เตรียมสถานที่หลักสูตร จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็ก
สอนให้เด็กช่วยเหลือตนเอง มีจริยธรรม มีความสุข สนุกในการเรียน
เป็นการปูพื้นฐานชีวิตให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตต่อไป
ซูซาน ครอจ์ (วศินี อิศรเสนา ณ อยุธยา. 2546: 205 - 206;
อ้างอิงจาก Suzanne Keogh. 1990: 58 - 71) กล่าวถึง
บทบาทครูว่าครูควรมีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนอย่างไรบ้าง
บทบาทครู ได้แก่
1. ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับเด็ก
โดยการจัดการเรียนที่โรงเรียนและการเรียนรู้ทางสังคม ให้ง่ายสำหรับเด็ก
เด็กได้เรียนรู้ตามความสนใจ เรียนรู้ด้วยการลงมือทำกิจกรร มและได้เรียนเพื่อส่งเสริม
พัฒนาการในด้านต่างๆ โดยครูมีหน้าที่เป็นผู้ถาม
และช่วยเหลือเด็กทันทีที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ
2. ครูเป็นผู้สอน โดยการจัดการสอนในห้องเรียนได้อย่างเหมาะสม
ครูควรสอนโดยตรง เมื่อต้องการสาธิต เล่าเรื่องราว นิทาน หรือข้อมูลที่สำคัญ
ครูควรใช้สื่อการสอนนำไปสู่มโนทัศน์ของเด็ก แสดงวัสดุอุปกรณ์ใหม่ๆ
โดยใช้คำพูดไม่ต้องมาก เพราะเด็กจะเบื่อ จัดกิจกรรมที่เหมาะสม เคารพสิทธิของเด็ก
และจัดเวลาในการสอนให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก เด็กเล็กมากๆ มีช่วงความสนใจแค่ 10 -
15 นาที เด็กโตหน่อยอาจ 20 - 30 นาที
3. ครูเป็นผู้จัดโอกาสในการเล่นให้กับเด็ก
เพราะการเล่นเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเด็กทุกด้าน
เด็กต้องการการเล่นเพื่อจะได้มีจินตนาการ สนุกสนาน และได้ทำคือเล่น
4. ครูเป็นผู้จัดการ ครูมีอำนาจในห้องเรียนก็จริง
แต่ครูควรใช้ในการเรียนการสอนให้เหมาะสม ครูควรคำนึงถึงตัวเด็กเป็นหลัก
โดยใช้หลักการ ดังนี้
4.1 คำนึงถึงอิสระและความเป็นตัวของตัวเองในเด็ก
4.2 ให้โอกาสเด็กได้เลือกทำงานหรือกิจกรรมที่ต้องการ
4.3 ให้เด็กได้เล่นเพื่อเรียนรู้
4.4 มีการวางแผนในการจัดการห้องเรียน โดยเน้นเด็กเป็นสำคัญ
4.5 ดูแลและกำหนดระดับเสียงของเด็กไม่ให้ดังเกินไปและดูแลไม่ให้เด็กวุ่นวายในห้อง
5. ครูเป็นนักสังเกต
ครูควรสังเกตพฤติกรรมของเด็กทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
เทคนิคการสังเกต มีดังนี้
5.1 ทักทายเด็กแต่ละคนในตอนเช้า ยิ้มแย้มแจ่มใส สบตา
วาจาสร้างสรรค์
5.2 หันหน้าเข้าหน้าชั้นเรียนอยู่เสมอ
5.3 จดบันทึกคำพูดของเด็ก
5.4 จดบันทึกความก้าวหน้าในชั้นเรียน
6. ครูเป็นผู้ประเมินผลพัฒนาการและการเรียนของเด็ก
6.1 ก่อนการสอนและกิจกรรม
ครูกำหนดจุดมุ่งหมาย เพื่อให้เด็กรับประสบการณ์ที่มีค่า
6.2 ระหว่างทำกิจกรรม
สังเกตและประเมินผลว่าตรงกับจุดมุ่งหมายหรือไม่
6.3 หลังทำกิจกรรม
ทำการประเมินผลอีกครั้ง
7. ครูเป็นนักวางแผน ครูวางแผนในการจัดสิ่งแวดล้อม
การจัดการเรียนการสอนให้เด็กเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งวางแผนการสอนระยะสั้น (รายวัน,
สัปดาห์) และระยะยาว (เทอม, ปี)
8. ครูเป็นผู้สะท้อนบทบาท
ครูควรคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในห้องเรียนบ้าง พิจารณาตัวเอง
เปิดใจกว้างและเต็มใจรับผิดชอบต่อการกระทำ ตัดสินใจ
ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ของครูอื่นๆ สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
สังเกตครูที่มีประสบการณ์และสร้างบทบาทหน้าที่เหมาะสมให้กับตนเอง
ดังนั้น อาจสรุปได้ว่า
ครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดประสบการณ์ต่างๆ ให้กับเด็ก
ส่งเสริมพัฒนาเด็กในทุกด้าน โดยคำนึงถึงความต้องการ ความสนใจ
และความสามารถของเด็กแต่ละบุคคล
เปิดโอกาสให้เด็กเลือกและตัดสินใจด้วยตนเองในการเล่นหรือทำกิจกรรม
ที่มา:
อัญชนา เถาว์ชาลี. (2553). การศึกษาความสามารถทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น