แนวคิดและความหมายของการเล่นตามมุมประสบการณ์
ธรรมชาติของเด็กทุกคนต้องการเล่น และต้องเป็นการเล่นที่อิสระ
อีกทั้งความต้องการเล่น ยังเกิดจากแรงขับภายในของเด็ก
และยังเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การเล่นให้คุณค่า
และเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีของเด็ก (มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก. 2551: 12-13)
ซึ่งมีแนวคิด ดังนี้
1. การเล่นเป็นโลกส่วนตัวของเด็ก
2. การเล่นเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย
สังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา
3. การเล่นเป็นความต้องการของเด็ก ทั้งการเล่นยังต้องใช้พละกำลัง และชนิดเล่นเงียบๆ
เด็กต้องการเล่นทั้งแบบธรรมชาติ และทั้งตามที่ผู้ใหญ่เตรียมไว้ให้
เด็กต้องการเล่นทั้งในร่มและกลางแจ้ง ต้องการเล่นทั้งตามลาพัง และเล่นกับเพื่อน
4. ผู้ใหญ่สามารถส่งเสริมประสบการณ์การเล่นให้แก่เด็กได้
สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร (2546: 27) ให้ความหมายว่า
การเล่นตามมุม หมายถึง
กิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เล่นกับสื่อและเครื่องเล่นอย่างอิสระในการเล่น
กิจกรรมการเล่นแต่ละประเภท จะสนองตอบความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2550ข: 22) กล่าวว่า
มุมการเรียนรู้หรือศูนย์การเรียนรู้ จัดขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับเด็กในสภาพจริง หรือคล้ายจริง
ที่เด็กสามารถเลือกเข้าไปเล่นได้ ตามความสนใจ มีโอกาสทำงานกับคนอื่น
และได้ลงมือจัดกระทาด้วยตนเองในการเล่น
จากแนวคิดและความหมาย การเล่นตามมุมประสบการณ์
เป็นการจัดขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับสามารถเข้าไปเล่นได้อย่างอิสระตามความสนใจ
ได้ลงมือจัดกระทำด้วยตนเองจากการเล่น
ซึ่งสื่อแต่ละประเภทตามมุมประสบการณ์ สามารถตอบสนองความต้องการของเด็ก
ความสำคัญของมุมประสบการณ์
การจัดมุมประสบการณ์สำหรับเด็ก
มีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย ครูผู้สอนต้องคำนึงถึง พัฒนาการในแต่ละด้านของเด็ก
รวมทั้งความสนใจ ความสามารถ ลักษณะการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อม ของเด็กปฐมวัย
สุจินดา
ขจรรุ่งศิลป์ (2550ก: 61) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของมุมประสบการณ์ไว้ว่า
ประสบการณ์เรียนรู้ตามมุมประสบการณ์ต่างๆ
ล้วนมีจุดมุ่งหมายของการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน เฉพาะทางด้านสติปัญญา ตั้งแต่การจำที่มีการนำมาประยุกต์ใช้ความต้องการในการสื่อความเข้าใจ
ในสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็กให้ผู้อื่นเข้าใจ เด็กได้ฝึกฝนการสังเกต แยกแยะ
เปรียบเทียบ จับกลุ่ม การคาดเดา ความกล้าหาญในการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่
การเลียนแบบอย่างที่มีตัวตนของตนเอง
การได้ฝึกฝนประสบการณ์เดิมที่มีการเรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่หรือสถานการณ์ที่เด็กสมมติขึ้นมาในการเล่นบทบาทสมมติ
ซึ่งล้วนเป็นทักษะเบื้องต้นที่นำไปสู่การคิดทบทวน
การคิดวิเคราะห์ คิดวิจารณญาณ คิดแก้ปัญหา และคิดสร้างสรรค์
และความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ อารมณ์ สังคม ที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาไปพร้อมๆ
กับทางด้านสติปัญญา ในสิ่งแวดล้อมของการเรียนรู้ที่สนับสนุน ให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข
อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ประกอบด้วยภูมิต้านทานเบื้องต้น ของการรู้จักพอเพียง
ซึ่งประสบการณ์การเรียนรู้ที่เด็กได้รับอย่างเหมาะสมกับหลักพัฒนาการ
จะเป็นรากฐานของคุณลักษณะการเรียนรู้ที่สามารถก้าวสู่การเรียนรู้ที่เป็นนามธรรม
ซึ่งมีความซับซ้อน ในระดับที่สูงขึ้นของการเรียนรู้ที่เป็นนามธรรม
ซึ่งมีความซับซ้อนในระดับที่สูงขึ้นของการเรียนรู้
เนื่องจากกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล
และการเรียนรู้วิธีเรียนเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ในวัยต่อไป
ศุภลักษณ์
ศรีดอกไม้ (2551: 41) ได้กล่าวว่า มุมประสบการณ์ที่จัดภายในห้องเรียน
เป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ให้แก่เด็กต้องมีความหลากหลาย
เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ สามารถส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ
ด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และสติปัญญา ดังนี้
1. พัฒนาการด้านร่างกาย ในการทำกิจกรรม เช่น การเล่นมุมบล็อก เด็กจะต้องนำไม้บล็อกออก จากชั้นและเก็บเข้าที่เอง
เด็กจึงได้พัฒนาทั้งกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก ส่งผลให้นิ้วมือ แขน ขา
แข็งแรง อีกทั้งในการสร้างกำแพงหรือหอคอยจะต้องอาศัยความสมดุลจึงเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
(จิณณภัส ศรีทรง. 2541: 23)
2. พัฒนาการด้านอารมณ์ - จิตใจ เด็กเมื่อประสบความสำเร็จ การเล่นในมุมประสบการณ์ต่างๆ
จะส่งผลให้เด็กเกิดการรู้สึกที่ดีต่อตนเอง
และยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักดูแลตนเองและผู้อื่น
ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถของตนเอง
3. พัฒนาการด้านสังคม การเล่นในมุมประสบการณ์
จะช่วยให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนๆ
เด็กได้รู้จักบทบาทและหน้าที่ของตนในการเล่น
และนอกจากนี้หากครูได้ฝึกความรับผิดชอบ และความมีระเบียบวินัย
โดยการฝึกให้เด็กรู้จักเก็บของเข้าที่ทุกครั้ง เมื่อสิ้นสุดการเล่น
สิ่งเหล่านี้จะเป็นการสร้างเสริมลักษณะนิสัยอันพึงประโยชน์ให้แก่เด็ก (บังอร จำปา. 2538: 50)
4. พัฒนาการด้านสติปัญญา เด็กจะได้เรียนรู้ความคิดรวบยอดทางด้านภาษา คณิตศาสตร์ ในการใช้คำพูดสนทนาโต้ตอบกับผู้อื่น และคิดจำแนก ขนาด รูปร่าง รูปทรงต่างๆ ได้
อัญชนา เถาว์ชาลี (2553: 22) มุมประสบการณ์
เป็นมุมการเรียนรู้ที่มีความสำคัญต่อเด็ก
ในการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคม
และสติปัญญา สร้างเสริมประสบการณ์เป็นทักษะ เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ที่สูงขึ้นต่อไป
จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นว่า ความสำคัญมุมประสบการณ์
เป็นการเรียนรู้ที่มีจุดมุ่งหมาย ของการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของเด็ก
ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคม และสติปัญญา
ในสิ่งแวดล้อมของการเรียนรู้ที่สนับสนุนให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข
เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น
ลักษณะและประเภทของมุมประสบการณ์
ลักษณะของมุมประสบการณ์ที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัย ที่ครูปฐมวัยจะต้องคำนึงถึง (เรืองยศ วิชัย. 2540: 36 – 38)
การดึงดูดความสนใจ สะดุดตาเด็กนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เช่น การจัดมุมประสบการณ์ ด้วยสื่อธรรมชาติ
การสีสะดุดตา สร้างสิ่งประกอบเพิ่มเติม และจัดขึ้นเป็นพิเศษ เป็นต้น
1. จัดตั้งในที่เหมาะสม การจัดมุมโดยทั่วไปแล้ว
ครูปฐมวัยจะเลือกตั้งมุมห้อง หรือส่วนใกล้กับ ฝาผนังแทบทุกด้าน
และจะเว้นส่วนกลางของห้องไว้เพื่อให้เด็กๆได้อยู่ในที่ว่าง เพื่อมองรอบๆ ตรวจหามุมสนใจอื่นๆ
เพื่อทำกิจกรรมอีกมุมประสบการณ์
มุมมีกิจกรรมซึ่งทำให้เกิดเสียง เช่น มุมดนตรี
มุมการแสดงและมุมครู - นักเรียน เป็นต้น
มุมดังกล่าวอาจอยู่ห่างจากมุมที่มีกิจกรรมที่ต้องการความสงบ
เช่น
มุมหนังสือ เป็นต้น หรือจัดตั้งเป็นส่วนๆ โดยใช้ตู้มากั้นมุมแต่ละมุม
2. มีสิ่งของครบชุดและจำนวนเพียงพอ
มีสิ่งของครบชุด หมายถึง ชนิดของที่จะเล่นด้วยกัน เช่น
การเล่นปั้นแป้งจะต้องมีไม้คลึงแป้ง พิมพ์รูปต่างๆ ไม้ตัดแป้ง แป้งสำหรับโรยรองพื้น ภาชนะใส่เมื่อทาเสร็จแล้ว
นอกจากจะมีของครบชุดแล้ว สำหรับกิจกรรมในมุมนั้นๆ
แล้วจะต้องจัดของเล่นนั้นให้จำนวนเพียงพอกับจำนวนเด็กที่จะอนุญาตให้เล่นได้ในแต่ละครั้ง
เช่น ถ้าโต๊ะปั้นแป้งนี้ครูจัดเก้าอี้ให้นั่งรอบๆ 4 ตัว หมายถึง ว่าครูจะจัดให้เด็กเล่นได้ครั้งละ 4 คน
ดังนั้นควรจะมีภาชนะใส่งานปั้นที่เด็กๆ แต่ละคนทำให้จำนวน 4 ใบ แป้งปั้น 1 กิโล (อาจแบ่งเป็น 2
สี) ไม้คลึงแป้ง 1 หรือ 2 อัน มีดตัดแป้ง 4 พิมพ์รูปต่างๆ 5 - 8 ชิ้น แป้งโรยพื้น
2 จาน เล็กๆ เป็นต้น และในชนบทที่ไม่สามารถจัดได้อาจใช้ดินเหนียวแทนได้
3. สอดคล้องกับบทเรียน
การจัดมุมประสบการณ์ให้สอดคล้องกับบทเรียนจะทำให้เด็กมี ทักษะเพิ่มพูนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เช่น บทเรียนเรื่อง “ผลไม้” มีกิจกรรมกลุ่ม คือ การสนทนา มีของจริงประกอบ
มีเพลงและนิทานเกี่ยวกับผลไม้ ในช่วงเวลากิจกรรรมเสรีเด็กก็ยังสามารถทำกิจกรรมในมุมประสบการณ์
ซึ่งสอดคล้องกับหลายมุมได้ เช่น มุมร้านค้า จัดผลไม้ให้สวยงาม บอกชื่อ ราคา
มุมพ่อค้า แม่ค้าหาบเร่ ขายผลไม้ มุมเกมการศึกษา จับคู่ภาพผลไม้ โดมิโนภาพผลไม้ 5
ชนิด ภาพผลไม้กับตัวเลข เรียงขนาดภาพ ผลไม้ มุมระบายสีภาพ
ใช้ระบายสีผลไม้ตามความเป็นจริง มุมวาดรูป ประกวดวาดภาพผลไม้ที่ฉันชอบ
ลักษณะของมุมประสบการณ์ที่ดี ลักษณะมุมประสบการณ์ที่ดี จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของที่ตั้ง มีสื่อ วัสดุ
อุปกรณ์เพียงพอ และจัดสอดคล้องกับบทเรียน ดังที่กล่าวมา จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่ดี ในการเรียนรู้จากมุมประสบการณ์
การจัดอุปกรณ์ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นในห้องเรียน
แบ่งออกตามลักษณะกิจกรรมที่เด็กทำ
เป็น
3 ประเภท ดังนี้
1. มุมประสบการณ์เลียนแบบประสบการณ์ชีวิต
2. มุมประสบการณ์ทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์
3. มุมประสบการณ์ที่ส่งเสริมความรู้ที่เหมาะสมกับวัย
ซึ่งในแต่ละประเภทมีรายละเอียด ดังนี้
1. มุมประสบการณ์เลียนแบบประสบการณ์ชีวิต หมายถึง
มุมที่จัดเตรียมเพื่อให้เด็กได้ทำกิจกรรม
ซึ่งเป็นการเลียนแบบชีวิตในครอบครัว เด็กมีประสบการณ์มาก่อนได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของบุคคลต่างๆ
ในครอบครัว สังคม เล่นบทบาทสมมติ มุมประสบการณ์ ดังกล่าว นอกจากจะทำให้เด็กมีความพอใจ เพลิดเพลิน
ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคม การใช้ภาษา การปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน
การพัฒนาทางอารมณ์ สังคม และสติปัญญา มุมประสบการณ์ที่ควรจัดเสริมประสบการณ์ เช่น
มุมบ้าน มุมหมอ มุมร้านค้า มุมวัด มุมเกษตร ฯลฯ
สื่ออุปกรณ์ที่จัดในมุมดังกล่าว ได้แก่ เครื่องครัว
เครื่องใช้ในบ้าน เช่น เสื่อ หมอน กระจก ตุ๊กตา เสื้อผ้า ตุ๊กตา
เครื่องแบบของคนอาชีพต่างๆ เช่น หมอ ตำรวจ ทหาร
เครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น กระบุง ตะกร้า ไม้คาน เครื่องมือจับปลา รองเท้า
และเสื้อผ้า ที่ไม่ใช้แล้ว เป็นต้น สำหรับเด็กแสดงบทบาทสมมติ
(พรรัก อินทามระ. ม.ป.ป.)
2. มุมประสบการณ์ทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ หมายถึง มุมที่จัดเตรียมเพื่อให้เด็กได้ทำกิจกรรม อย่างอิสระ
ให้เด็กได้มีอิสระในการทำกิจกรรมนั้นๆ ตามความคิดความเข้าใจ
ความต้องการของตนเอง เมื่อเด็กเกิดทักษะ ครูปฐมวัยอาจส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกันได้
เด็กได้รับการส่งเสริมการรับรู้ทางสายตา การทำงานประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ เช่น
มุมเล่นน้ำ มุมบล็อก มุมเครื่องเล่นสัมผัส ฯลฯ
สื่ออุปกรณ์ที่จัดในมุมดังกล่าว ได้แก่ ภาชนะเล่นน้ำ - ทราย ถ้วยตวง ขวด ช้อน
ตัวสัตว์พลาสติก บล็อกไม้ขนาดต่างๆ ตัวต่อพลาสติก เป็นต้น
3. มุมประสบการณ์เพื่อสร้างเสริมความรู้ที่เหมาะกับวัย หมายถึง
มุมที่จัดเตรียมเพื่อ ให้เด็กได้ศึกษา หาความรู้ ด้วยการสังเกตและทดลองด้วยตนเอง
เป็นการปลูกฝังให้เด็กมีลักษณะ นิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว
เด็กยังได้รับการส่งเสริมทักษะ การคิด มุมประสบการณ์ ที่ควรจัดประสบการณ์ เช่น
มุมวิทยาศาสตร์ มุมเกมการศึกษา มุมหนังสือ ฯลฯ
สื่ออุปกรณ์ที่จัดในมุมดังกล่าว ได้แก่ เครื่องชั่ง เปลือกหอย
ตัวอย่างพืช กระดาษสาลี เกมการศึกษา หนังสือนิทาน เป็นต้น
สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร (2546: 28-30) ได้กำหนดประเภทของมุมประสบการณ์ที่ควรจัด ดังนี้
1.
มุมบล็อก เป็นมุมที่จัดเก็บไม้บล็อกไม้ตันที่มีขนาดและรูปทรงต่างๆ กัน เด็กสามารถนำมาเล่นต่อประกอบกัน เป็นสิ่งต่างๆ
ตามจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง การจัดมุมบล็อก เป็นมุม ที่ควรจัดให้อยู่ห่างกับมุมที่ต้องการความสงบ
เช่น มุมหนังสือ ทั้งนี้เพราะเสียงจากการเล่นไม้บล็อก อาจทำลายสมาธิเด็กที่อยู่ในมุมหนังสือได้
นอกจากนี้ยังควรอยู่ห่างจากทางเดินผ่านหรือทางเข้าออกของห้อง
เพื่อไม่ไปกีดขวางทางเดิน หรือเกิดหรือเกิดอันตรายจากการเดินสะดุดไม้บล็อก
การจัดเก็บไม้บล็อกเหล่านี้ ควรจัดวางไว้ในระดับที่เด็กสามารถหยิบมาเล่น
หรือนาเก็บด้วยตัวเองได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และควรฝึกให้เด็กจัดเก็บเป็นหมวดหมู่
เพื่อความเป็นระเบียบ สวยงาม
สื่อประกอบการจัด ไม้บล็อกหรือแท่งไม้ที่มีขนาดหรือรูปทรงต่างกัน
ของเล่นจำลอง เช่น รถยนต์ เครื่องบิน รถไฟ คน
สัตว์ ต้นไม้ ฯลฯ ภาพถ่ายต่างๆ ที่เก็บไม้บล็อกหรือแท่งไม้อาจเป็นชั้น
ลังไม้หรือพลาสติก แยกตามรูปทรงและขนาด
2. มุมหนังสือ ในห้องเรียนควรมีที่เงียบสงบ สำหรับให้เด็กดูรูปภาพ อ่านหนังสือ ฟังนิทาน
ผู้สอนควรได้จัดมุมหนังสือให้เด็กได้คุ้นเคยกับตัวหนังสือ และได้ทำกิจกรรมสงบๆ ตามลำพังหรือเป็นกลุ่มเล็กๆ
การจัดมุมหนังสือเป็นมุมที่ต้องการความสงบควรจัดให้อยู่ห่างจากมุมที่มีเสียง
เช่น มุมบล็อก มุมบทบาทสมมติ
และควรจัดบรรยากาศจูงใจให้เด็กได้เข้าไปใช้เพื่อเด็กจะได้คุ้นเคยกับตัวหนังสือ และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก
สื่อประกอบการจัด หนังสือภาพนิทาน สมุดภาพ
หนังสือภาพที่มีคาและประโยคสั้นๆ พร้อมภาพ ชั้นหรือที่วางหนังสือ อุปกรณ์ต่างๆ
ที่ใช้ในการสร้างบรรยากาศการอ่าน เช่น เสื่อ พรหม หมอน ฯลฯ
3. มุมบทบาทสมมติ มุมบทบาทสมมติ เป็นมุมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กมีโอกาสได้นำเอา
ประสบการณ์ที่ได้รับจากบ้าน
หรือชุมชน มาเล่นบทบาทสมมติ เลียนแบบบุคคลต่างๆ ตามจินตนาการของตน เช่น
เป็นพ่อแม่ในมุมบ้าน เป็นหมอในมุมหมอ เป็นพ่อค้าแม่ค้าในมุมร้านค้า ฯลฯ
การเล่นดังกล่าว เป็นการปลูกฝังความสำนึกถึง
บทบาททางสังคมที่เด็กได้พบเห็นในชีวิตจริง
การจัด มุมบทบาทสมมติ
ควรจัดอยู่ใกล้มุมบล็อกและอาจจัดให้เป็นสถานที่ต่างๆ นอกเหนือจาก จัดเป็นบ้าน
โดยสังเกตการเล่น และความสนใจของเด็กว่ามีการเปลี่ยนแปลงบทบาทการเล่นจากบทบาทเดิม
ไปสู่รูปแบบการเล่นอื่นหรือไม่ อุปกรณ์ที่นำมาจัดก็ควรเปลี่ยนไปตามความสนใจของเด็กเช่นกัน
ดังนั้น มุมบทบาทสมมติจึงอาจจัดเป็นบ้าน ร้านอาหาร ร้านขายของ ร้านเสริมสวย
โรงพยาบาล ฯลฯ ในขณะเดียวกัน อุปกรณ์ที่นำมาใช้กับเด็กต้องไม่เป็นอันตรายและมีความเหมาะสมกับท้องถิ่น
สื่อประกอบการจัดของเล่นเครื่องใช้ในครัวขนาดเล็ก หรือของจำลอง เช่น เตา กระทะ ครก เขียง กาน้ำ มีดพลาสติก หม้อ จาน ช้อน ถ้วย ชาม ฯลฯ
เครื่องเล่นตุ๊กตา เสื้อผ้าตุ๊กตา เตียง เปลเด็ก ตุ๊กตา เครื่องแต่งบ้านจำลอง เช่น ชุดรับแขก โต๊ะเครื่องแป้ง หมอน
กระจก หวี ฯลฯ เครื่องแต่งกายบุคคลอาชีพ ต่างๆ ที่ใช้แล้ว เช่นชุดเครื่องแบบทหาร ตำรวจ ชุดเสื้อผ้าผู้ใหญ่ชายและหญิง รองเท้า
กระเป๋าถือที่ไม่ใช้แล้ว ฯลฯ โทรศัพท์ เตารีดจำลอง ที่รีดผ้าจำลอง ภาพถ่ายและรายการอาหาร
4. มุมวิทยาศาสตร์ มุมวิทยาศาสตร์ หรือมุมธรรมชาติศึกษา
เป็นมุมเล่นที่ผู้สอนจัดรวบรวม
สิ่งของต่างๆ
หรือสิ่งที่มีในธรรมชาติมาให้เด็กได้สารวจ สังเกต ทดลองค้นพบด้วยตัวเอง
ซึ่งเป็นการพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก
การจัด
มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษาเป็นมุมที่ต้องการความสงบคล้ายมุมหนังสือ
จึงอาจจัดไว้ใกล้กัน และเพื่อเร้าให้เด็กสนใจในสิ่งที่นำมาแสดง
ของที่จัดวางไว้จึงควรอยู่ในระดับที่เด็กหยิบ
จับ
ดูวัสดุอุปกรณ์เหล่านั้นได้สะดวก
และสิ่งที่นาแสดงนั้นไม่ควรจะตั้งแสดงของสิ่งเดียวกันตลอดปี
แต่ควรจะเปลี่ยนให้น่าสนใจ
สื่อประกอบการจัด วัสดุต่างๆ จากธรรมชาติ เช่นเมล็ดพืชต่างๆ
เปลือกหอย ดิน หิน แร่ ฯลฯ เครื่องมือเครื่องใช้ในการสำรวจ สังเกต ทดลอง เช่นแว่นขยาย แม่เหล็ก
เข็มทิศ เครื่องชั่ง ฯลฯ
5. มุมศิลปะ
กิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาเด็กได้หลายด้าน เช่น ทางกล้ามเนื้อมือ
ซึ่งจะช่วยให้มือของเด็กพร้อมที่จะจับดินสอเขียนหนังสือได้
เมื่อไปเรียนในชั้นประถมศึกษา นอกจากนี้ ยังช่วยในการพัฒนาทางอารมณ์ จิตใจ
สังคมและสติปัญญา เด็กจะมีโอกาสทำงานตามลำพัง และทำงานกลุ่ม รู้จักปรับตัวที่จะทำงานด้วยกันและส่งเสริมจินตนาการ
ความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นการจัดให้มีมุมศิลปะ
จึงเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กได้พัฒนำมากขึ้นและยังสนองความต้องการของเด็กในวัยนี้ได้เป็นอย่างดี
การจัด มุมศิลปะเป็นมุมที่เด็กต้องการสมาธิในการทำงาน จึงควรจัดอยู่ในบริเวณมุมที่ต้องการ ความสงบเช่นกัน
อาจจัดเป็นโต๊ะสำหรับให้เด็กทำงานศิลปะโดยมีผ้าพลาสติกหรือกระดาษปูกันเลอะเทอะ
ก่อนทำงาน และจัดวางอุปกรณ์ทำงานศิลปะไว้บนโต๊ะ หรือจัดให้มี
กระดานขาหยั่งสำหรับเด็กเขียนภาพ ระบายสีน้ำ
สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ (2550ก: 59 - 61) ได้กล่าวว่า
ในห้องเรียนจะประกอบด้วยมุมการเรียนรู้ ซึ่งหมุนเวียนไปตามสาระการเรียนรู้ของเด็ก
แต่มุมหลักที่จะต้องมี คือ 4 มุม ดังนี้
1.
มุมบล็อก ซึ่งจะมีไม้บล็อกรูปทรงและขนาดต่างๆ ไม้บล็อกแบบกลวงที่เป็นไม้บล็อกใหญ่ ไม้บล็อกแบบตันที่เป็นไม้บล็อกชิ้นเล็ก
ของเล่นประกอบการเล่นบล็อก เช่น ตุ๊กตาไม้หรือพลาสติกที่เป็นรูปคน ต้นไม้
หรือสัตว์ประเภทต่างๆ รถ หรือรถยนต์ของเล่นชนิดต่างๆ
ที่เล่นใช้เล่นประกอบการเล่นสร้างบล็อก มุมบล็อกไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะเก้าอี้
เด็กจะสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นที่ จำเป็นจะต้องมีบริเวณพอสมควร
การเล่นในมุมบล็อกเป็นการส่งเสริมให้เด็กเกิดการเล่นอย่างมีการคิดวางแผน
เล่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมาย
ไม่ใช่เป็นการเล่นสักแต่ว่าเล่นไปตามพลังในการขับเคลื่อนในตัวเด็กที่ความต้องการในการเล่น
เด็กเรียนรู้การควบคุมกล้ามเนื้อความสมดุลในการวางชิ้นที่วางซ้อนกันขึ้นไปในแนวดิ่ง
การจัดวางเป็น รูปแบบต่างๆ ในแนวราบซึ่งในระหว่างกระบวนการจัดวางชิ้นบล็อกต่างๆ
เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องของมิติสัมพันธ์ การแก้ปัญหาในการเลือกชิ้นบล็อก
และการจัดวางให้เป็นไปตามที่เด็กต้องการให้งานต่อชิ้นบล็อก ให้เป็นไปตามที่คิดไว้
เด็กมีการตัดสินใจในการเลือกชิ้นบล็อก จัดวางและเล่นประกอบอย่างมีเหตุและผล ตามที่เด็กคิด
มุมบล็อกจึงเป็นสภาพแวดล้อมที่การจัดการศึกษาปฐมวัยจัดขึ้นอย่างมีวัตถุประสงค์
ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างครอบคลุมทุกด้านของพัฒนาการอย่างสอดคล้องกับจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้
ที่มุมบล็อกเด็กได้เรียนรู้ทักษะกระบวนการทางตรรกะหลายๆ
ด้านที่จะเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระวิชาอื่นๆ
ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักตรรกะ เด็กได้เรียนในเรื่องมิติสัมพันธ์ การเรียง ลำดับในเรื่องของขนาด การเรียงลำดับก่อนหลัง
เด็กเรียนประสบการณ์ของความสมดุล การสมมาตร การสร้างโครงสร้าง
ประสบการณ์ของการสร้างรั้วล้อมหรือการสร้างคอกล้อมรอบสิ่งสร้างสรรค์ที่สร้างจาก บล็อก
เด็กได้ฝึกการกะระยะ การกะประมาณช่องห่างของการวางชิ้นบล็อกอย่างมีความสัมพันธ์กัน
การสร้างกาแพงเมือง การออกแบบช่องเปิดของกาแพงเมือง การสร้างสะพานจากชิ้นบล็อก
การเลือกขนาด และรูปทรงที่เหมาะสมกับชิ้นงานที่สร้างสรรค์
มุมบล็อกเป็นมุมการเรียนรู้ที่ครูสามารถสังเกตการณ์
ค้นหาเพื่อการเรียนรู้การสร้างงานจากชิ้นบล็อก ทั้งที่เด็กทำงานง่วนอยู่คนเดียวและทำงานร่วมกับเพื่อนๆ การคัดแยก การจัดกลุ่ม
การเปรียบเทียบ และการจัดวางชิ้นบล็อกในตาแหน่งที่เป็นรูปแบบตามที่เด็กต้องการ
ผู้ใหญ่จะได้ยินการสนทนาพูดคุย ด้วยภาษาการสื่อสารที่คาดไม่ถึงว่า
เด็กจะมีความสามารถในการใช้ภาษาได้ถึงระดับนั้น จะเห็นได้สิ่งที่เด็กต้องการสื่อ
สิ่งที่เป็นความเข้าใจและความคิดของเด็กออกมาทางการสร้างบล็อก การเล่นบทบาทสมมติ
ฯลฯ วินัยสำคัญที่เด็กต้องฝึกฝนพร้อมๆ
กับการเรียนรู้ในมุมบล็อก คือ การรู้จักรอ การใช้คำพูดเพื่อขอความร่วมมือ
และการเก็บชิ้นบล็อก และของเล่นประกอบต่างๆ กลับเข้าที่เดิม เมื่อเล่นเสร็จแล้ว
2.
มุมศิลปะ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ที่จัดในมุมนี้ประกอบด้วยสีน้ำ สีเทียน แป้งปั้นหรือดินที่ใช้ในการปั้น
กระดาษ กาวประเภทต่างๆ กรรไกร เชือกและตัวหนีบ อาจเป็นไม้หนีบเสื้อสำหรับแขวนเพื่อผึ่งชิ้นงานให้แห้ง
อุปกรณ์ประกอบการร้อย เช่น ลูกปัดขนาดต่างๆ เชือกใช้ในการร้อย
ในมุมศิลปะที่เด็กเข้ามาค้นหาสำรวจ
จับต้องสื่อ วัสดุต่างๆ ขณะที่เด็กผสมสี คนสี คนกาว หรือกลิ้งลูกกลิ้งบนแป้งปั้น
ตัด เจาะ บิด ม้วนหรือพับ สื่อวัสดุต่างๆ
อากัปกิริยาที่เด็กลงมือปฏิบัติกับสื่อวัสดุต่างๆเป็นการเรียนรู้การใช้กล้ามเนื้อในการทำงานได้ตามความต้องการของเด็ก
เด็กจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำงานที่มุมศิลปะ เช่น การแห้งของกาวที่ทำให้กระดาษติดกัน
การเปลี่ยนแปลงของสีเหลืองและสีน้าเงินที่ผสมกันแล้วเป็นสีเขียว ฯลฯ
ที่มุมศิลปะเด็กจะมีประสบการณ์การเรียนรู้ความเหมาะสมของการสื่อ
วัสดุอุปกรณ์เพื่อการสร้างสรรค์ งานที่ตนต้องการ
เรียนรู้การถอดชิ้นส่วนหรือการแยกส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์เครื่องใช้ การจัดวางรูปแบบ ของชิ้นงาน
การประกอบและการประยุกต์การใช้วัสดุหรือสื่อได้อย่างเหมาะสม
เด็กปฐมวัยที่เข้าไปเรียนรู้ในมุมศิลปะจะมีเป้าหมายการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
เด็กหลายๆ คน เข้ามุมศิลปะเพื่อเรียนรู้ว่าจะใช้สื่อวัสดุที่อยู่ในมุมทำอะไรได้บ้างและทำได้อย่างไร เด็กกลุ่มนี้ มุ่งที่จะเรียนรู้กระบวนการใช้งานของสื่อมากกว่าที่จะมีเป้าหมายของผลผลิตในชิ้นงานที่ทำ เด็กกลุ่มนี้ อาจจะฉีกเทปใสหรือกระดาษกาวแล้วปะลงบนกระดาษ
หรือฉีกกระดาษชิ้นเล็กๆ ทากาว แล้วแปะลง บนกระดาษอีกแผ่นหนึ่ง ขณะที่เด็กหลายๆ
คนที่คุ้นเคยกับการใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ในมุมศิลปะ
จะมีเป้าหมายในการสร้างสรรค์ชิ้นงานตามความต้องการ
ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะสามารถเล่าเรื่องราวและพูดคุย เกี่ยวกับรูปภาพที่วาดเสร็จแล้ว
3.
มุมบ้าน มุมบ้านเป็นศูนย์กลางที่เด็กๆเล่นบทบาทสมมติและเลียนแบบ
มุมบ้านเป็นเวทีที่เด็ก มีโอกาสในการแสดงออกถึงความเข้าใจหรือการเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ซึ่งหมายถึงบุคคลต่างๆ สถานที่ เหตุการณ์ ที่เด็กรับรู้จาการสังเกตหรือจากประสบการณ์ตรงของเด็ก
เป็นประสบการณ์ที่มีกับพ่อ แม่ กับน้องเล็กๆ ญาติพี่น้อง ลุง ป้า น้าอา คุณปู่
คุณย่า คุณตา คุณยาย ตำรวจดับเพลิง พนักงานร้านขายของ
พี่เลี้ยงเด็ก สัตว์เลี้ยงที่รู้จักคุ้นเคย การไปหาหมอฟัน หมอไปโรงพยาบาล
ไปร่วมงานศพ งานแต่งงาน การย้ายบ้านใหม่ การไปวัด หรืองานวันรวมญาติของครอบครัว
การไปร้านขายของชา โทรศัพท์พูดคุยกับเพื่อนบ้าน การมี งานเลี้ยงพบปะสังสรรค์
การที่เด็กได้เล่นบทบาทของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เด็กมีประสบการณ์มาทำให้เด็กเข้าใจและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในโลกของผู้ใหญ่
มุมบ้านเป็นที่ๆ เด็กได้ทำงานการฝึกฝนทบทวน การแสดง ความรู้สึก
ความคิด ความเข้าใจและการใช้ภาษาในการสื่อถึงบทบาทสมมติที่เด็กกำลังเล่น และได้โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของเพื่อนที่กำลังเล่นบทบาทสมมติด้วยกัน
มุมบ้านจึงเป็นมุม ที่ความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นสถานการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริม
พัฒนาการเรียนรู้ ทุกด้านเช่นกันและยังเป็นการปลูกฝังความสำนึกถึงบทบาททางสังคมที่เด็กได้พบเห็นในชีวิตจริง
มุมบ้านนั้นนอกจากจะเป็นที่เล่นบทบาทสมมติสำหรับเด็กหลายๆ คน ยังเป็นที่ที่เด็กอีกกลุ่มหนึ่ง
จะเข้าไปเพื่อเรียนรู้และใช้เครื่องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในมุมบ้าน
แทนการเล่นบทบาทสมมติ เด็กบางกลุ่ม จะใช้เวลาในการใช้เครื่องมือที่ใช้ในการคนอาหาร
คนสิ่งของที่อยู่ในชามผสม กรอกของจากภาชนะหนึ่ง ไปอีกภาชนะหนึ่งออกจากขวดหรือกาน้า
เขย่าของ ผสมสิ่งของ การ คลึง การพับ การรูดซิป การติดกระดุม การตะปบสิ่งของ
การขัดถูสิ่งของต่างๆ การประกอบเข้าและการถอดออกของส่วนประกอบเครื่องมือบางชิ้น
เด็กที่เล่นกับเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้อาจกลายเป็นการเล่นบทบาทสมมติกับตุ๊กตา
ตุ๊กตาสัตว์หรืออื่นๆ ที่เล่นด้วย เด็กอาจเล่นคู่ขนานกับเด็กอื่นๆ โดยที่เด็กอื่นๆ
ไม่ได้รับรู้การเล่นนั้นด้วย
อุปกรณ์และสื่อในมุมบ้านส่วนที่เป็นครัวจะต้องมีขนาดที่พอเหมาะกับเด็ก
มีความหลากหลาย และแตกต่างที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมต่างๆ จัดวางอุปกรณ์ในตำแหน่งที่เด็กสามารถหยิบฉวยมาเล่น และ เก็บเข้าที่เดิมด้วยตัวเองได้
ในมุมบ้านจะมีเสื้อผ้าประเภทต่างๆ หมวดอาชีพต่างๆ
เข็มขัดกระเป๋า รองเท้า มุมส่องกระจกแต่งตัวที่เด็กสามารถเล่นแต่งตัวตามที่ต้องการ
มีตุ๊กตาประเภทต่างๆ ที่เด็กสามารถนำมาประกอบการเล่น
ในมุมบ้านควรมีโต๊ะ เก้าอี้อยู่บ้าง เพื่อให้เด็กได้ทำงานและเรียนรู้ผ่านการเล่น ได้อย่างสมบทบาท
4. มุมหนังสือ เป็นมุมสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ธรรมชาติของเด็กปฐมวัยจะมี ความสนใจหนังสือ
และชอบเปิดหนังสือตั้งแต่เด็ก ครูและผู้ปกครองหลายๆ
ท่านเริ่มอ่านหนังสือให้เด็กฟัง หรือให้เด็กดูหนังสือภาพไปพร้อมๆ กับการฟัง
ผู้ใหญ่อ่านตั้งแต่ใกล้วัยสองขวบ หนังสือเป็นสื่อกลางของ การสนทนาที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับลูก
ครูกับลูกศิษย์ จากการวิจัยพบว่า ในเด็กวัย 2 - 3 ขวบ เมื่อแม่หรือพ่ออุ้มลูกนั่งตักและอ่านหนังสือภาพให้เด็กฟังไปพร้อมๆ
กับการชี้รูปภาพให้เด็กดู พบว่า พัฒนาการของเด็กสูงขึ้นกว่าเดิม
โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านสติปัญญา การวางรากฐานการรักการอ่าน จะเป็นการปูทางให้เด็กก้าวสู่การเรียนรู้ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ
มุมหนังสือจึงจำเป็นต้องมีในห้องเรียน ปฐมวัยทุกห้องเรียน
และครูปฐมวัยที่สอนเด็กอย่างถูกต้องตามหลักการการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยสำหรับเด็กอนุบาลนั้น
จะต้องอ่านหนังสือนิทานที่เหมาะสมกับวัยของเด็กทุกวัน ครูบางคนที่ให้ความสำคัญกับการการอ่านจะจัดกิจกรรมการอ่านให้เด็กทุกวัน
ๆ ละมากกว่าหนึ่งครั้ง หลายๆ โรงเรียนส่งเสริมให้เด็ก ยืมหนังสือไปอ่านต่อกับผู้ปกครองที่บ้าน
ในขณะที่หลายๆ โรงเรียน ส่งเสริมให้เด็กสามารถมีหนังสือไปอ่านต่อ กับผู้ปกครองที่บ้าน
บางโรงเรียนจะปูเสื่อ ปูผ้าหนาๆ หรือพรหมบางๆ ที่มุมหนังสือ จัดวางหมอนอิง
หมอนหนุน หรือตุ๊กตาสัตว์ตัวใหญ่ที่เด็กสามารถไปนอนอ่านอย่างเพลิดเพลิน
การจัดวางหนังสือที่มุมหนังสือ ต้องวางให้เด็กเห็นปกหนังสือ
เพื่อเชิญชวนให้เด็กเข้าไปเลือกและหยิบจับหนังสือมาอ่าน การจัดวางหนังสือสำหรับเด็กปฐมวัยจึงไม่ใช่การวางหนังสือซ้อนเรียงเห็นแต่สัน
ซึ่งเป็นการจัดวางหนังสือที่ไม่น่าสนใจสำหรับเด็ก
แม้ว่าประสบการณ์การเข้ามุมหนังสือดูเหมือนจะไม่มีผลโดยตรงต่อการส่งเสริมพัฒนาการทางด้าน
ร่างกาย
แต่เป็นที่สังเกตและน่าสนใจที่จะติดตามศึกษาต่อว่า
เด็กปฐมวัยที่รู้จักการเข้ามุมหนังสือด้วยตนเอง
ได้เลือกหยิบจับหนังสือที่ตนเองสนใจ พลิกอ่านไปแต่ละหน้าชี้ภาพอ่านตามภาพ
บางคนพยายามอ่าน
คำบรรยายหรือเรื่องราวในหนังสือนิทานภาพ
และยังชวนเพื่อนมาอ่านด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
ความเพลิดเพลินทางอารมณ์และจิตใจ ตลอดจนปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีกับเพื่อน
มีกับตัวละครในหนังสือ และการได้รับการสนองตอบความสนใจของตัวเองในการเรียนรู้
น่าจะมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่มีผลต่อ การเจริญเติบโตทางร่างกายของเด็ก
ครูปฐมวัยจะใช้สภาพแวดล้อมมุมหนังสือ จัดประสบการณ์การอ่าน ที่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบให้เด็ก
เช่น ให้เด็กรู้จักส่วนประกอบของหนังสือ ตั้งแต่ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง
ชื่อผู้วาดภาพประกอบหนังสือ สำนักพิมพ์ที่พิมพ์เผยแพร่
สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ (2550ข: 28 - 29)
ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
เพื่อฝึกการตัดสินใจหรือมีโอกาสเลือกตามความสนใจ
ดังนี้
1. มุมเล่นน้ำ
– มุมเล่นทราย เป็นมุมประสบการณ์ที่ยังจำเป็นสำหรับเด็กในวัยนี้ โดยเพิ่มอุปกรณ์ ประกอบการเล่นน้ำ เล่นทรายที่มีความเป็นบูรณาการสาระการเรียนรู้ที่ซับซ้อนขึ้น
อย่างเหมาะกับ พัฒนาการของเด็กแต่ละวัย
2. มุมของเล่น เป็นมุมที่เด็กได้เรียนรู้ด้วยความเพลิดเพลิน
และอุปกรณ์ สื่อ วัสดุของเล่นในมุมนี้ สามารถใช้ร่วมกับมุมบล็อก มุมบ้าน
มุมบทบาทสมมติ
3. มุมธรรมชาติหรือมุมวิทยาศาสตร์เป็นมุมที่เด็กได้ฝึกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ
เช่น
การให้อาหารสัตว์เลี้ยงแล้วสังเกตความชอบอาหารประเภทที่แตกต่างกันของสัตว์เลี้ยงการเปลี่ยนแปลงและ
การเติบโตของพืชที่ปลูกด้วยวิธีการต่างๆ
เป็นต้น การใช้แว่นหรือเลนส์ขยายส่องดูวัตถุต่างๆ ของการทดสอบ ความร้อน ความเย็น
ฯลฯ
4. มุมอื่นๆ
ที่สอดคล้องกับความเป็นท้องถิ่นและวิถีชีวิตในชุมชนหรือสังคมที่เด็กเติบโต จะเห็นได้ว่า การแบ่งประเภทของมุมประสบการณ์ที่จัดให้กับเด็ก
โดยยึดเด็กเป็นสำคัญ
มุมประสบการณ์ที่จัดนั้นต้องมีสื่อ เหมาะสมกับวัย
ความสนใจ เด็กได้เรียนรู้หลายทักษะที่สอดคล้องกับท้องถิ่นและชีวิตประจำวันในแต่ละวัน ของเด็ก
วรนาท รักสกุลไทย; และคณะ (2554: 20 - 23)
ได้กล่าวเกี่ยวกับการจัดมุมประสบการณ์ในห้องเรียน
ในการจัดสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ ดังนี้
1. มุมบล็อก เป็นมุมที่จัดเก็บบล็อกตัน บล็อกกลวง บล็อกโต๊ะ
ซึ่งมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเล่น เด็กสามารถนำมาเล่นต่อประกอบเป็นสิ่งต่างๆ
ตามจินตนาการและ ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้ สร้างพัฒนาการเรื่องมิติสัมพันธ์
คณิตศาสตร์ได้อย่างดี และควรมีสื่อของเล่นสำหรับก่อสร้าง
ของเล่นที่แยกออกและประกอบได้ หรือบรรจุแล้วเทออกมาได้ รวมทั้งภาพถ่าย อาคาร
สถานที่ เช่น ตึกรูปทรงต่างๆ สนามบิน เขื่อนกั้นน้า เป็นต้น
มุมบล็อกนี้ ควรจัดให้อยู่ห่างจากมุมที่ต้องการความสงบ เช่น
มุมหนังสือ เพราะเสียงที่รบกวน จากการเล่นต่อไม้บล็อกอาจจะทำลายสมาธิของเด็กๆ
ที่อยู่ในมุมหนังสือได้ นอกจากนี้มุมบล็อกควรจัดให้ อยู่ห่างจากทางเข้า – ออก
เพราะนอกจากจะไม่กีดขวางทางแล้ว ยังป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจาก การสะดุดด้วย
และควรมีชั้นวางของที่จัดเก็บไม้บล็อกเหล่านี้ให้เป็นระเบียบ มีหมวดหมู่
อยู่ในระดับที่เด็กๆ สามารถหยิบออกมาเล่นเองได้สะดวกและปลอดภัย ที่สำคัญคุณครูควรจะสอนให้เด็กๆ จัดเก็บคืนที่เดิม
หลังจากเล่นเสร็จด้วย
2. มุมบ้าน เป็นมุมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสนำเอาประสบการณ์ที่ได้รับจากบ้านหรือชุมชน
มาเล่นบทบาทสมมติ มีการเล่นเลียนแบบบุคลลต่างๆ ตามจินตนาการของตนเอง เช่น
เล่นเป็นพ่อแม่ ในมุมบ้าน เล่นเป็นหมอ และคนไข้ในมุมหมอ
เป็นพ่อค้าแม่ค้าในมุมร้านค้า การเล่นดังกล่าวเป็นการปลูกฝัง ความสำนึกถึงบทบาททางสังคมที่ได้พบเห็นในชีวิตจริง
มีชุดเครื่องครัวต่างๆ อุปกรณ์การทำอาหาร
เมนูอาหาร หนังสือตำราอาหาร เหมือนการดำรงชีวิตในบ้าน
แนวทางในการจัดมุมเช่นนี้
สามารถจะอยู่ร่วมกับมุมที่มีเสียงดังได้ และสามารถปรับเปลี่ยนมุม ไปตามการเล่นและความสนใจของเด็ก เช่น จัดเป็นบ้าน
ร้านขายอาหาร ร้านขายของ โรงพยาบาล ร้านเสริมสวย เป็นต้น ที่สำคัญคืออุปกรณ์ที่นำมาประกอบในการเล่นบทบาทสมมตินี้
จะต้องไม่เป็นอันตราย และเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมพื้นฐาน
3. มุมหนังสือ จะมีชั้นวางหนังสือประเภทต่างๆ
ที่เหมาะสมกับวัยของเด็กในห้องเรียน เช่น นิทานภาพ หนังสือสารคดี นิตยสารเด็ก
สารานุกรมเด็ก เป็นต้น ภายในมุมควรมีบรรยากาศที่สบาย สงบและอบอุ่น
มีบรรยากาศเชิญชวนให้เด็กๆ เข้ามาอ่านหนังสือ ตลอดจนควรจัดให้มีอุปกรณ์สำหรับการเขียนด้วย นอกจากนั้น ก็ควรมีพื้นที่สำหรับอ่านเป็นกลุ่มและอ่านตามลาพังด้วย
และที่สำคัญควรจะอยู่ห่างจากมุมบ้านและมุมบล็อก
4. มุมวิทยาศาสตร์ เป็นมุมที่คุณครูควรจัดรวมสิ่งต่างๆ
ที่มีอยู่ในธรรมชาติ มาให้เด็กสารวจ สังเกต ทดลอง ให้สามารถค้นพบได้ด้วยตัวเอง
ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยในการพัฒนาทักษะและกระบวนการ ทางวิทยาศาสต์ให้กับเด็กๆ ได้
มุมนี้เป็นมุมที่ต้องการความสงบ อาจจัดไว้ใกล้กับมุมหนังสือ
และคุณครูควรจัดแต่งมุมให้น่าสนใจ โดยมีสิ่งเร้าต่างๆ เข้ามาประกอบ
วางในระดับที่เด็กสามารถหยิบได้ และปรับเปลี่ยนสิ่งที่จะนำมาจัดแสดงให้แปลกใหม่อยู่เสมอ เช่น สัตว์จำลอง ตาชั่ง ที่อาจจะเป็นแบบ ที่ไม่เป็นทางการนักก็ได้
โดยสามารถใช้ไม้แขวนเสื้อมาแขวนแล้วห้อยเชือกทาเป้นเครื่องชั่งน้ำหนักอย่างง่าย เด็กจะค่อยๆ
ซึมซับและเรียนรู้แบบไม่ฝืนใจ เพราะไม่โดนบังคับ
5. มุมเล่นน้ำเล่นทราย
การจัดมุมประสบการณ์ที่เป็นลักษณะถาวร ที่สามารถเคลื่อนที่ได้
อีกทั้งยังจัดให้อยู่ได้ทั้งในและนอกห้องเรียน มุมนี้จะประกอบไปด้วย กระบะทราย
กระบะน้ำ อุปกรณ์สำหรับเล่นน้ำ ทราย ดิน เช่น อุปกรณ์ตัก ตวง เท
ของเล่นจม ลอย พลั่ว เสียม จอบและของเล่นจำลองต่างๆ
เป็นต้น
6. มุมดนตรี
จะเป็นมุมประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม
และสติปัญญา เพื่อก่อให้เกิดสุนทรียภาพ ภายในมุมประกอบด้วย
เครื่องดนตรีที่เป็นทั้งของเล่นและของจริง เช่น กลอง ฉิ่ง ระนาด ขลุุ่ย กรับ
เครื่องเคาะจังหวะ เป็นต้น เพื่อให้เด็กๆ ได้ฝึกใช้ประสาทสัมผัสทางด้าน การฟัง
การจับจังหวะ การประดิษฐ์เสียงต่างๆ
และแยกความแตกต่างระหว่างเสียงของดนตรีแต่ละชนิดได้
7. มุมส่งเสริมภาษา จะเป็นมุมที่ส่งเสริมทักษะทางด้านภาษา การฟัง
ฟารพูด การอ่าน การเขียน การประสมคำ ควรจัดอุปกรณ์ให้เพียงพอกับเด็กๆ
และจัดวางให้หยิบใช้ได้สะดวก ประกอบไปด้วยกระดาษ ชนิดต่างๆ สีเมจิก ดินสอ ยางลบ
ตรายาง ซองจดหมาย มีบัตรภาพเพื่อใช้ประกอบการเขียนสะสม ในธนาคารคำ ป้ายประกาศข่าว ปฏิทิน สภาพอากาศ
เป็นต้น
จากเอกสารที่ศึกษามาจะเห็นว่า
ประเภทของมุมประสบการณ์มีหลายประเภท สื่อที่ใช้จัดตามมุม ประสบการณ์
ซึ่งแต่ละประเภทสามารถออกแบบและจัดได้ตามความต้องการ ความสนใจของเด็ก
มีความสอดคล้องกับท้องถิ่นและชีวิตในแต่ละวันของเด็ก
หลักการและแนวทางในการจัดมุมประสบการณ์
หลักสำคัญในการจัดมุมประสบการณ์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะอาด เป้าหมาย การพัฒนาเด็ก
ความเป็นระเบียบ ความเป็นตัวของตัวเอง เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กมีโอกาสฝึกฝน
ส่งเสริมความเชื่อมั่นและความสามารถในการตัดสินใจ เลือกเล่นตามมุมต่างๆ
ตามความสนใจ ในบรรยากาศที่อบอุ่น มั่นใจ และมีความสุขในการเรียนรู้
อรุณี หรดาล (2548: 52 - 56) กล่าวว่า
การจัดการในชั้นเรียนระดับปฐมวัย มีลักษณะแตกต่าง จากการจัดการชั้นเรียนในระดับอื่น
มีสิ่งที่ครูควรคำนึงถึง ดังนี้
1. จุดมุ่งหมายการเรียนรู้
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ
การเตรียม ความพร้อม และส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ -
จิตใจ สังคม และสติปัญญา
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต้องเอื้อให้เด็กบรรลุจุดมุ่งหมาย ดังกล่าว
ครูต้องจัดกิจกรรมให้เด็ก อย่างหลากหลายทั้งกิจกรรมรายบุคคล กลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่
กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เคลื่อนไหว
มีปฏิสัมพันธ์กันรวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กทำงานร่วมกับบุคคลอื่น
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หรือนั่งทำงานใช้ความคิดเงียบๆ
คนเดียวในมุมสงบมุมใดมุมหนึ่งในห้องเรียน
2. สื่อ อุปกรณ์และของเล่น
เนื่องจากเด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการเล่น และการลงมือปฏิบัติ ดังนั้น สื่อ อุปกรณ์
และของเล่นจึงมีหลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ตัดสินใจเลือกเล่น ได้ตามความสนใจ
ความถนัด และความต้องการ ครูต้องจัดอุปกรณ์เหล่านี้ให้เป็นหมวดหมู่
เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม ดึงดูด ความสนใจเด็ก และที่สำคัญต้องสามารถหยิบฉวยได้เองตามความต้องการ
3. วัยของเด็ก เนื่องจากเด็กปฐมวัยยังช่วยเหลือตนเองได้ไม่ดีนัก
และขาดความระมัดระวังในการเล่น ประกอบกับเด็กวัยนี้ชอบเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
ไม่อยู่นิ่ง การจัดห้องเรียนต้องมีความปลอดภัย
ขณะเดียวกันต้องสะดวกในการเคลื่อนไหว และเคลื่อนย้ายเมื่อมีการเปลี่ยนกิจกรรม
4. จำนวนเด็ก ในห้องเรียนมีความสำคัญอย่างมากต่อการจัดการในชั้นเรียน ถ้ามีเด็กในห้องมาก
เกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องการจัดการในชั้นเรียน เริ่มตั้งแต่สถานที่คับแคบ
ครูเอาใจใส่เด็กได้ไม่ทั่วถึง
ความไม่สะดวกในการจัดกิจกรรมเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มย่อย
การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครู หรือกับเพื่อนๆ มีน้อยลง
5. ขนาด/ลักษณะของชั้นเรียน ห้องเรียนบางห้องมีขนาดไม่เหมาะสม
กล่าวคือ มีขนาดใหญ่และ เป็นห้องโล่งมีเสียงรบกวน ในขณะที่บางห้องมีขนาดเล็กไป
ไม่สามารถจัดมุม
6. ประสบการณ์ให้เด็กเล่นได้อย่างหลากหลาย
ในการจัดการในชั้นเรียน ครูต้องพิจารณาขนา ดและลักษณะของห้องประกอบด้วย
การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1. การจัดการในชั้นเรียนทางกายภาพ เป็นการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่ครูต้องคำนึงถึงพื้นที่ของห้อง อุปกรณ์ของเล่น
สิ่งของเครื่องใช้จำเป็นที่เด็กต้องใช้ การจราจรในห้องเรียน
รวมถึงห้องน้าสำหรับเด็ก สิ่งสำคัญประการแรกที่ครูต้องคิดถึง คือ
สภาพแวดล้อมในห้องเรียนควรเอื้อ ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง (self - directed
learning environment) โดยอาจจัดเป็นห้องโล่งกว้าง หรือใช้ฉากตู้กั้นเป็นห้องเล็กๆ
ซึ่ง คร็อก (อรุณี หรดาล. 2548: 52 - 53; อ้างอิงจาก Krogh. 1994: 360) กล่าวว่า
การจัดพื้นที่ในห้องเรียนเด็กปฐมวัยควรมีความสมดุลกันระหว่างพื้นที่เปิดกว้างให้เด็กได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
มีอิสระในการเลื่อนย้ายกับพื้นที่ปิดที่จะช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัว
โดยมีองค์ประกอบของการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียน ดังนี้
1.1 การจัดพื้นที่ในห้องเรียน
ครูควรพิจารณาลักษณะของกิจกรรมที่จะให้เด็กทำ ถ้าครูต้องการ
สนทนาหรือเล่านิทานเป็นกลุ่มย่อยควรจัดที่นั่งเป็นครึ่งวงกลม
ถ้าต้องการให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กัน ทำงานร่วมกัน
อาจจัดเป็นมุมประสบการณ์ต่างๆ เช่น มุมบล็อก มุมบทบาทสมมติ มุมอิสระ
มุมเครื่องเล่นสัมผัส มุมหนังสือ มุมธรรมชาติศึกษา ฯลฯ ดอปเยอรา และดอปเยอรา
(อรุณี หรดาล. 2548: 54; อ้างอิงจาก Dopyera Magaret Lay; & Dopyera John.
1993: 216 - 217) ได้เสนอแนวทางการจัดมุมประสบการณ์ในห้องเรียนโดยให้แบ่งพื้นที่เป็น
4 ส่วน ดังภาพต่อไปนี้
แนวคิดการจัดพื้นที่ในห้องเรียน
ที่มา: อรุณี หรดาล. (2548). แนวการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย
หน่วยที่ 2. ในประมวลสาระชุดวิชา การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย. หน้า 54.
1.2 ในส่วนของพื้นที่เปียกแต่เงียบอาจเป็นมุมศิลปะ
พื้นที่เปียกแต่เสียงดังอาจเป็นมุมเล่นน้ำ เล่นทราย มุมบทบาทสมมติ มุมประกอบอาหาร
บริเวณที่แห้งแต่เงียบอาจเป็นมุมหนังสือ มุมเครื่องเล่นสัมผัส
ในส่วนของพื้นที่แห้งแต่มีเสียงดังอาจเป็นมุมบล็อก มุมดนตรี มุมเคลื่อนไหว
มุมสนทนากลุ่มย่อย ห้องเรียน บางห้องอาจไม่เป็นรูปสี้เหลี่ยมตามตัวอย่าง
แต่การแบ่งพื้นที่ในห้องเป็น 4 ส่วนดังกล่าว จะช่วยให้ใช้ประโยชน์ พื้นที่ไดอย่างเต็มที่
1.3 การจัดจราจรในห้องเรียน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ครูต้องคำนึงถึง เพื่อเอื้ออานวยความสะดวก เมื่อเด็ก
ต้องเปลี่ยนการทำกิจกรรมหนึ่งไปอีกกิจกรรมหนึ่ง
มีความปลอดภัยขณะทำกิจกรรมและประหยัดเวลา ครูต้อง พิจารณาทั้งพื้นที่และอุปกรณ์ของเล่นในกิจกรรมนั้นๆ
เช่น หลังจากเด็กทำกิจกรรมศิลปะแล้ว เด็กต้อง เอาผลงานไปวางไว้ในที่แห้ง
แล้วจึงเอาผลงานนั้นมาเล่าให้ เพื่อนฟัง จากนั้นเอาผลงานไปติดแสดงในที่ที่ครูกำหนด พื้นที่ต่างๆ
เหล่านี้ควรอยู่ใกล้กันเพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา
1.4 การจัดเก็บอุปกรณ์ของเล่นของใช้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญ และจำเป็นมากสำหรับห้องเรียนปฐมวัย
อุปกรณ์และของเล่นของใช้สำหรับเด็กมี 2 ลักษณะ คือ อุปกรณ์ของเล่น ของใช้ที่เด็กต้องใช้ในการทากิวัตรและกิจกรรมประจำวัน และอุปกรณ์ของเล่นของใช้ที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ ในขณะนี้
ต้องการเก็บไว้ชั่วคราวเพื่อใช้ในโอกาสต่อไป การเก็บของทั้ง 2
ลักษณะนี้ควรแตกต่างกัน กล่าวคือ ของใช้ประกอบการทำกิจวัตรประจำวันควรไว้ในชั้นเปิดในระดับความสูงที่เด็กสามารถหยิบได้เอง
มีสัญลักษณ์ บอกไว้เพื่อช่วยให้เด็กได้จัดเก็บเข้าที่เดิมได้สะดวกไม่หลงลืม
แยกจัดเก็บเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ หยิบใช้ สะดวก และสวยงาม สำหรับสิ่งของที่ต้องการจัดเก็บไว้ชั่วคราวควรจัดเก็บไว้ในชั้นปิด
และจดบันทึกไว้ว่า จัดเก็บอะไรไว้บ้าง ไม่ควรใส่ของมากจนเต็มรื้อค้นลำบาก
การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนทางกายภาพมิได้มุ่งให้เอื้อต่อการเรียนรู้
ความสะดวกและ ความปลอดภัยในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเท่านั้น แต่ยังมุ่งให้มีความสวยงาม
และเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีให้แก่เด็ก
ครูอาจใช้ภาพถ่าย ผลงานศิลปะ ต้นไม้ โมบาย ช่วยตกแต่ง ห้องเรียนได้
2. การจัดการในชั้นเรียนทางจิตภาพ มุ่งเน้นที่การสร้างบรรยากาศในห้องเรียนที่จะเอื้อ
ให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ไม่มีปัญหาความวุ่นวายเกิดขึ้น เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ และได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้
ไวท์เบรด (อรุณี หรดาล. 2548: 55; อ้างอิงจาก Whitebread. 2003: 43 - 44) กล่าวว่า
บรรยากาศดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ สิทธิ กฎกติกา
และความรับผิดชอบ ดังภาพต่อไปนี้
การจัดบรรยากาศในห้องเรียนแบบ 3R’s
ที่มา: อรุณี หรดาล. (2548).
แนวทางการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยหน่วยที่ 2. ในประมวลสาระชุดวิชา
การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย. หน้า 55.
2.1 สิทธิ (rights) หมายถึง สิทธิต่าง ๆ ที่เด็กได้รับประกอบด้วย
สิทธิที่จะอยู่ในห้องอย่างปลอดภัย สิทธิที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ในขอบเขตของตน
สิทธิที่จะสื่อสารกับบุคคล รอบข้าง สิทธิที่จะเรียนรู้ ตามความสนใจและความต้องการ
สิทธิที่จะเคลื่อนไหวหรือไปในที่ต่าง ๆ ในห้องเรียนและสิทธิที่จะแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้น
2.2 กฎกติกา (rules) หมายถึง
ข้อตกลงร่วมกันที่จะช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และสามารถควบคุมตนเองได้
กฎกติกาในห้องเรียนควรมีลักษณะดังนี้ มีไม่มากเกินไป เขียนในทางบวก
สมาชิกมีส่วนร่วมในการกำหนด
ยุติธรรม แน่นอนคงเส้นคงวา
อยู่บนพื้นฐานของสิทธิ และประกาศให้รู้ โดยทั่วกัน
2.3 ความรับผิดชอบ (responsibilities) หมายถึง การทำตนตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ต้องมีการตักเตือน
ความรับผิดชอบและสิทธิควรควบคู่กันไป เมื่อเด็กมีสิทธิต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ในเรื่องนั้นๆ
ด้วย
สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ (2550ข: 26) กล่าวว่า
หลักการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยที่สำคัญประการหนึ่งคือ
ให้เด็กมีโอกาสฝึกการตัดสินใจหรือมีโอกาสเลือก การจัดมุมต่างๆ ในห้องเรียน
ที่เด็กสามารถตัดสินใจเลือกเล่นในมุมต่างๆ ตามความสนใจของเด็ก
เป็นสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความสามารถในการตัดสินใจของเด็กในวัยนี้
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2550ข: 22 - 23) กล่าวว่า การจัดมุมการเรียนรู้ มีเจตนาเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ของห้องเรียนที่ค่อนข้างเป็นทางการ มาเป็นมุมการเรียนรู้ ทำให้เด็กมีอิสระในการเคลื่อนไหว ครูเองสามารถ สังเกตพฤติกรรมเด็กขณะเล่นได้อย่างใกล้ชิด สามารถทำงานร่วมกับเด็กและเด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกับครู ได้เรียนรู้จากการเล่น โดยมีครูเป็นผู้สนับสนุน มุมดนตรีได้เล่นดนตรี มุมศิลปะเด็กได้ทำงานศิลปะ พื้นที่ว่างเอนกประสงค์ของห้องทำให้เด็กเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมาก
ห้องเรียนที่จัดมุมได้ต้องเป็นห้องเรียนที่มีขนาดอย่างน้อย 7 x 7
ตารางเมตร เพื่อให้มีพื้นที่ ของแต่ละมุมมากพอจัดกิจกรรมสำหรับเด็กกลุ่มละ 5 – 6 คน
การออกแบบว่าครูจะจัดมุมอะไรอย่างไรนั้น
การคัดเลือกมุมต้องสอดคล้องกับปรัชญาและหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน เช่น
โรงเรียนที่เน้น การเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ จะเน้นบรรยากาศธรรมชาติ
มุมห้องเรียนจะเหมือนกับบ้าน ถ้าเน้นการสอน แบบเรกจิโอเอมิเลีย บรรยากาศห้องเรียน
การจัดชั้นเรียน บริเวณโรงเรียนจะเน้นแสดงชิ้นงานศิลปะ และบรรยากาศแนวศิลปะไปด้วย
วรนาท รักสกุลไทย; และคณะ (2554: 9 - 10) กล่าวว่า
การจัดห้องเรียนตามวัย
อนุบาล 1 พื้นที่ในการเล่นไม่จำเป็นต้องเยอะมากมีเพียง 3 – 5 มุมก็ได้
อันได้แก่ มุมบ้าน มุมบล็อก มุมหนังสือ และมุมศิลปะ
ถือว่าเป็นมุมการเรียนรู้พื้นฐานของเด็กอนุบาล 1 แต่สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ เด็กในวัย 3
ขวบยังรอคอยไม่เป็น หากมีของเล่น 1 – 2 ชิ้นรับรองได้ว่า เด็กๆ
จะต้องทะเลาะกันแน่นอน หากมีเด็กๆ 10 คน ของเล่นต้องมีอย่างน้อย 5
ชิ้นเพื่อไม่ให้แย่งกัน นอกจากนั้นมุมหนังสือต้องมี 25 เล่มต่อปีสำหรับเด็ก 1 คน
และหากจะสร้างนักอ่านรุ่นจิ๋วก็ต้องมีหนังสือนิทานที่มีคุณภาพด้วย
อนุบาล 2 ด้วยการเรียนรู้ที่กว้างขวางขึ้น
ควรเพิ่มมุมวิทยาศาสตร์ มุมดนตรี ที่ช่วยเพิ่ม ความหลากหลายในการเรียนรู้ให้เด็กที่มีความสนใจในเรื่องต่างๆ
มากขึ้น
อนุบาล 3 ในมุมต่างๆ จะเพิ่มสื่อในการเรียนรู้ตามพัฒนาการ
ที่สามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง และซับซ้อนขึ้นได้ เช่น หนังสือสารานุกรม
อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และเพิ่มมุมคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เพื่อการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
การจัดมุมในห้องเรียนไม่ควรตายตัวหรือจัดเหมือนเดิมยาวตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปี
โดยอย่างน้อยสื่อ การเรียนการสอนที่วางแสดงต้องมีการหมุนเวียน และควรสังเกตว่า
เด็กๆ ชอบมุมไหนเป็นพิเศษ เพื่อขยาย พื้นที่รองรับ
และเพิ่มหรือเปลี่ยนของเล่นในมุมตามโอกาสที่เหมาะสม ก็จะทำให้เซลล์สมองมีการทำงานและการเรียนรู้ที่หลากหลายขึ้นได้
หลักการในการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียน
ควรเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก มีความเหมาะสมกับวัย ความต้องการความสนใจของเด็ก
เพื่อส่งเสริมพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน เป็นวิธีการช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ได้ด้วยตนเอง
การจัดมุมประสบการณ์ในระดับปฐมวัย
การจัดมุมประสบการณ์สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของห้องเรียน
โดยจัดแยกส่วนที่ใช้เสียงดังและเงียบออกจากกัน
และต้องมีวัสดุอุปกรณ์ในมุมอย่างเพียงพอต่อการเรียนรู้ ของเด็ก
เบญจา แสงมลิ (2539: 239) กล่าวว่า
ในการจัดมุมประสบการณ์นั้น ต้องพิจารณาถึงขนาดของห้อง และจำนวนนักเรียนในห้อง
ถ้าห้องแคบมีเนื้อที่น้อย อาจจัดมุมหนึ่งหรือสองมุมก็ได้ ผลัดเวียนกันไปจะจัดมุม ไหนก่อนหรือหลังนั้นอยู่ในดุลพินิจของครู
ทั้งทางกายภาพและจิตภาพ
พัชรี ผลโยธิน (2549: 11 - 13) กล่าวว่า โดยทั่วไป
ห้องเรียนปฐมวัยมักจะมีพื้นที่สำหรับการเล่นต่อบล็อก
เล่นบทบาทสมมติ เล่นน้ำเล่นทราย
มีพื้นที่ที่ต้องการความสงบเงียบสำหรับการอ่าน
และการฟัง มีพื้นที่สำหรับทาศิลปะ ตลอดจนพื้นที่สำหรับวางโต๊ะให้เด็กๆ ทำกิจกรรมต่างๆ ในมุม ประสบการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับ
Feeney; Christensen;& Moravik. (1996: 210) กล่าวว่า
การออกแบบการจัดมุมประสบการณ์ในห้องเรียนโดยปกติพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้เกิด ความไม่เป็นระเบียบ การเคลื่อนไหว
ความสงบ กลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็ก โดยเฉพาะการกำหนดที่ตั้งอันดับแรกต้องคำนึงถึงความต้องการของเด็ก
และมีหลักการจัดมุมประสบการณ์ ดังนี้
1. พื้นที่ใช้ความสงบต้องแยกออกจากพื้นที่ใช้เสียง
2. มุมศิลปะต้องใกล้กับน้าและจะง่ายในการทาความสะอาดพื้น
3. มุมบล็อกมีทางเดินระหว่างมุม เป็นพื้นที่จำเป็นในการก่อสร้าง
4. มุมห้องสมุดจะต้องมีความสว่างและสวย
5. มุมวิทยาศาสตร์ อาจจะจำเป็นในการใช้ไฟฟ้า
ควรมีที่เก็บให้เรียบร้อย
6. มุมอื่นๆ
ที่ไม่ได้กล่าวมาให้จัดการในพื้นที่มุมอื่นที่เหลืออยู่
แฮมมอนด์ (ศุภลักษณ์ ศรีดอกไม้. 2551: 39.; อ้างอิงจาก พรรัก
อินทามระ. ม.ป.ป.) กล่าวไว้ ดังนี้
1. ควรจัดมุมตามความเหมาะสม มีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่างๆ
ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น วันปีใหม่ วันเด็ก ฯลฯ
2. ควรจัดมุมไว้หลายๆ มุมเพื่อให้เด็กได้เลือกเล่นตามความสนใจ
ทั้งนี้ เพราะสมาธิและความสนใจ ของเด็กสั้น
3. ควรจัดมุมไว้รอบๆ ห้อง
เพื่อให้เด็กสามารถใช้เนื้อที่ภายในห้องได้อย่างเหมาะสม
4. ควรจัดบรรยากาศภายในห้องให้เด็กมีอิสระในการเคลื่อนที่
จากมุมหนึ่งไปสู่อีกมุมหนึ่งได้อย่างเสรี
และครูควรสังเกตดูด้วยว่าเด็กจะสนใจเล่นอะไรบ้าง
5. ครูควรแนะนาให้เด็กทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ต่างๆ ครูควรช่วยให้ เด็กเลือกกิจกรรมต่างๆ
และได้ร่วมกลุ่มกับเพื่อนทาโดยไม่มีการทะเลาะวิวาทกัน แต่ช่วยกันคิดช่วยกันทำและแก้ปัญหาร่วมกัน
6. ควรมีการตรวจสอบเนื้อหา กิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็กต่อไป
หลักในการจัดมุมประสบการณ์ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ สื่อที่ใช้ในการจัดมุม ประสบการณ์ ควรมีความสอดคล้องกับบริบทที่สังคมตั้งอยู่ ซึ่งมีความสอดคล้องกับ ทิศนา แขมมณี; และคณะ (2536: 47) กล่าวว่า วัฒนธรรมการเล่นท้องถิ่น เครื่องเล่นของเด็กไทยสร้างขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ลำไม้ไผ่ กะลามะพร้าว เมล็ดพืช เครื่องเล่นบางอย่างทำจากของใช้ในบ้านที่ไม่ใช้แล้ว การเล่นของเด็กเลียนแบบ ชีวิตจริง ซึ่ง วาสนา บุญจันทร์ (2539: 56 – 59) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมเน้นสื่อแบบไทย ให้กับเด็กใน 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะ และกิจกรรมการเล่นตามมุม ใช้สื่อที่มีลักษณะ เป็นรูปธรรม เป็นของจริง เป็นสื่อที่เด็กสามารถพบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น กิจกรรมศิลปศึกษา ได้ใช้สื่อแบบไทย เช่น ใบตอง ทางมะพร้าว การร้อยดอกไม้ การทำขนม เครื่องแต่งกาย ได้แก่ ผ้าถุง เสื้อคอกระเช้า เป็นต้น เครื่องดนตรีไทย ได้แก่ แคน ฉิ่ง ระนาด ขลุ่ย เป็นต้น ซึ่งสื่อในระดับปฐมวัย สื่อมีความหลากหลายมาก ทั้งที่เป็นสื่อวัสดุ สื่อเทคโนโลยี และสื่อของจริงตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถนำสื่อธรรมชาติมาใช้ในการจัดมุมประสบการณ์ เช่น การจัดมุมบล็อกด้วยบล็อกดินแบบตัน บล็อกไม้ไผ่ ในมุมบล็อก ฯลฯ การจัดมุมสร้างสรรค์ การใช้สีแดงจากดิน สีเขียวจากผงมะรุม สีดาจากผงถ่าน ฯลฯ การจัดมุมบทบาทสมมติ ด้วยชุดหม้อข้าวหม้อแกง กาน้ำ เครื่องปั้นดินเผา เปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาส มีปฏิสัมพันธ์กับสื่อธรรมชาติ
การจัดมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติในระดับปฐมวัย
สื่อธรรมชาติจะสร้างสรรค์การเรียนรู้ที่เป็นจริงให้กับเด็กอย่างยิ่ง (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2550ก: 48-49) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยว่าควรเป็นสื่อที่เป็นวัสดุใกล้ตัวเป็นของจริงหาได้จากธรรมชาติ ในการเรียนการสอนต้องฝึก การสังเกตจากประสบการณ์จริงจะมีคุณค่าต่อการเรียนรู้อย่างยิ่ง พระราชดำริเกี่ยวกับการใช้สื่อของจริงนี้ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสในการประชุมคณะกรรมการบริหารโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ครั้งที่ 5 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2527 ความตอนหนึ่งว่า “นักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ ก็คงจะต้องสอน โดยใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวบ้าง เป็นการฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต ซึ่งไม่ต้องเสียเงินเลย อุปกรณ์ใดที่สามารถหาได้จาก ประสบการณ์ใกล้ตัวก็ควรใช้ได้ ไม่ต้องซื้อหาราคาแพงให้สิ้นเปลือง แต่หากเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็น แม้จะมีราคา แพงก็น่าสนับสนุนให้จัดซื้อไว้ใช้ โดยให้เบิกจ่ายตามงบประมาณหรือเงินของโรงเรียน” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นว่าการใช้สื่อของจริงตามธรรมชาติ เป็นการสร้างเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะกับเด็กที่สุด รวมทั้งการได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก จะทำให้เด็ก เรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนรู้ทางอ้อมจากสื่อจำลอง พระองค์ได้เสนอแนะเกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยว่าครูควรเลือกสื่อการเรียนรู้ ดังนี้
1. ใช้วัสดุใกล้ตัวที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นสื่อการเรียนรู้
2. ใช้ธรรมชาติเป็นสื่อการเรียนการสอน เช่น เรียนสีเขียวจากใบไม้
เรียนสีแดงจากดอกไม้เป็นต้น
3. จัดให้เด็กไปทัศนศึกษาเพราะจะกระตุ้นให้เด็กสนใจใฝ่รู้มากขึ้น
4. ใช้ประสบการณ์ใกล้ตัวที่ปรากฏเป็นสื่อการเรียนรู้ทันที
สื่อ เป็นตัวกลางในการที่ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง
เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า สื่อที่ใช้ในการจัดประสบการณ์นั้นมีความหลากหลาย
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537: 126 - 128) ได้กล่าวว่า สื่อธรรมชาติ
อยู่ในประเภทสื่อประเภทวัสดุที่มีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย
เช่น วัสดุท้องถิ่น วัสดุเหลือใช้ วัสดุที่ทำขึ้นเองและวัสดุที่ซื้อมาในราคาถูก
เช่น เปลือกหอย ทราย ใบตอง ดินเหนียว รถลาก เป็นต้น
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551: 81) กล่าวว่า ในการจัดการเรียนการสอน
วัสดุ อุปกรณ์ วิธีการ และแหล่งเรียนรู้ที่ครูนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
หรือให้เด็กสัมผัสจับต้อง ล้วนเป็นสื่อการเรียนรู้ ของเด็กปฐมวัย
เด็กปฐมวัยเรียนรู้ได้ดีจากการกระทำ การสัมผัสจับต้องด้วยประสาทสัมผัสทั้ง
5 เด็กจะถ่ายทอดความรู้สึกสัมผัสสู่การเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง และสิ่งเร้าทำหน้าที่ เชื่อมสานข้อความรู้ที่ครูต้องการให้เด็กเรียนไปเป็นข้อความรู้ให้เกิดขึ้นกับตัวเด็ก
โดยเฉพาะสื่อเสริม ประสบการณ์การเรียนรู้
เป็นสื่ออิสระที่เด็กสามารถหยิบเลือกใช้เองได้ เช่น เกมต่างๆ เครื่องเล่นเป็นชุด
ไม้บล็อก รวมถึงวัสดุจากธรรมชาติ
สื่อการเรียนรู้ประเภทวัสดุ มีความสำคัญกับเด็กมาก ปัจจุบันมีสื่อสำเร็จรูปและสื่อที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งการนำมาใช้ในการเรียนการสอนมีจุดประสงค์แตกต่างกัน
ในระหว่างกิจกรรมเด็กจะเรียนรู้อย่างมากจาก การกระทำและสัมผัสสื่อการเรียนรู้ การสัมผัสสื่อทำให้เด็กลดความกังวลและเรียนรู้การแก้ปัญหา
ผลการวิจัย ของ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2546) ที่พบว่าครูอนุบาลจะใช้สื่อการเรียนรู้
จากมากไปหาน้อยมี 5 กลุ่ม ซึ่งสื่อธรรมชาติจะอยู่ในกลุ่มที่ 3 คือ วัสดุธรรมชาติ
ได้แก่ ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้และวัสดุธรรมชาติอื่นๆ
ล้วนแล้วแต่เป็นสื่อการเรียนรู้ที่นำมาใช้เพื่อสร้างมโนทัศน์เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ
จะเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ และวัสดุปลายเปิดสร้างเสริมทักษะความคิดสร้างสร้างสรรค์และจินตนาการให้กับเด็ก
เฟลอเบล ดิวอี้ และพิอาเจท์ เห็นว่ามีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กจริง (Spodek and
Saracho : 1995)
สื่อการเรียนการสอนมีหลายประเภท สามารถนำมาใช้ในการสอนได้ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย การใช้สื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะและชนิดของสื่อ
ที่ผู้ใช้ต้องรู้จักเลือกให้เหมาะสมกับ จุดมุ่งหมายและเนื้อหาสาระของการสอน
โดยเฉพาะสื่อธรรมชาติเป็นวัสดุที่เป็นจริง จะช่วยเสริมการเรียนรู้ ของเด็กได้เป็นอย่างดี
เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ ทำให้เด็กเกิดแรงจูงใจอยากเล่น
เช่น ทราย ดินเหนียว น้ำ
ใบไม้ ผลไม้ อาหาร ฯลฯ ราคาไม่แพงและ
สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นได้ อย่างไม่จำกัด
เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้รับประสบการณ์อย่างหลากหลาย
บทบาทครูปฐมวัย
บทบาทของครูในการจัดการศึกษาให้กับเด็กนั้น
ครูต้องส่งเสริมให้เด็กสามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติ
โดยสอดคล้องกับพัฒนาการและศักยภาพของเด็กด้วย
วศินี อิศรเสนา ณ อยุธยา (2546: 204) กล่าวว่า
ครูปฐมวัยมีหน้าที่เตรียมสถานที่ หลักสูตร จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็ก
สอนให้เด็กช่วยเหลือตนเอง มีจริยธรรม มีความสุข สนุกในการเรียน
เป็นการปูพื้นฐานชีวิตให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตต่อไป
สถิรมน พงษ์พัฒน์. (2555). ผลการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติที่มีต่อพฤติกรรมอิทธิบาท 4
ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย บัณฑิตวิทยาลัย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น