๑.หลักการและแนวคิดสำคัญในการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา มีความสำคัญต่อเด็กเนื่องจากธรรมชาติของเด็กในวัยนี้สนใจที่จะเรียนรู้ค้นคว้า ทดลอง และต้องการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ดังนั้น การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมตามความต้องการของเด็ก จึงจำเป็นต้องจัดสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพ
การจัดสภาพแวดล้อมคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
๑. ความสะอาด ความปลอดภัย
๒. ความมีอิสระอย่างมีขอบเขตในการเล่น
๓. ความสะดวกในการทำกิจกรรม
๔. ความพร้อมของอาคารสถานที่ เช่น ห้องเรียน ห้องน้ำห้องส้วม สนามเด็กเล่น ฯลฯ
๕. ความเพียงพอเหมาะสมในเรื่องขนาด น้ำหนัก จำนวน สีของสื่อและเครื่องเล่น
๖. บรรยากาศในการเรียนรู้ การจัดที่เล่นและมุมประสบการณ์ต่าง ๆ สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนหลักสำคัญในการจัดต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะอาด เป้าหมายการพัฒนาเด็ก ความเป็นระเบียบความเป็นตัวของเด็กเอง ให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น มันใจ และมีความสุข ซึ่งอาจจัดแบ่งพื้นทีให้เหมาะสมกับการประกอบกิจกรรมตามหลักสูตร ดังนี้
๖.๑ พื้นที่อำนวยความสะดวกเพื่อเด็กและผู้สอน
๑ ) ที่แสดงผลงานของเด็ก อาจจัดเป็นแผ่นป้าย หรือที่แขวนผลงาน
๒ ) ที่เก็บแฟ้มผลงานของเด็ก อาจจัดทำเป็นกล่องหรือจัดใส่แฟ้มรายบุคคล
๓ ) ที่เก็บเครื่องใช้ส่วนตัวของเด็ก อาจทำเป็นช่องตามจำนวนเด็ก
๔ ) ที่เก็บเครื่องใช้ของผู้สอน เช่น อุปกรณ์การสอน ของส่วนตัวผู้สอน ฯลฯ
๕ ) ป้ายนิเทศตามหน่วยการสอนหรือสิ่งที่เด็กสนใจ
๕.๑ ที่ปฏิบัติกิจกรรมและการเคลื่อนไหว ต้องกำหนดให้ชัดเจน ควรมีพื้นที่ที่เด็กสามารถจะทำงานได้ด้วยตนเอง และทำกิจกรรมด้วยกันในกลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจากกิจกรรมหนึ่งไปยังกิจกรรมหนึ่งโดยไม่รบกวนผู้อื่น
๕.๒ พื้นที่จัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพของห้องเรียน จัดแยกส่วนที่ใช้เสียงดังและเงียบออกจากกัน เช่น มุมบล็อกอยู่ห่างจากมุมหนังสือ มุมบทบาทสมมติอยู่ติดกับมุมบล็อก มุมวิทยาศาสตร์อยู่ใกล้มุมศิลปะฯลฯ ที่สำคัญจะต้องมีของเล่น วัสดุอุปกรณ์ในมุมอย่างเพียงพอต่อการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นในมุมเล่นอย่างเสรี มักถูกกำหนดไว้ในตารางกิจกรรมประจำวัน เพื่อให้โอกาสเด็กได้เล่นอย่างเสรีประมาณวันละ๖๐ นาทีการจัดมุมเล่นต่างๆ ผู้สอนควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
๑ ) ในห้องเรียนควรมีมุมเล่นอย่างน้อย ๓-๕ มุม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของห้อง ควรได้มีการผลัดเปลี่ยนสื่อของเล่นตามมุมบ้าง ตามความสนใจของเด็ก ควรจัดให้มีประสบการณ์ที่เด็กได้เรียนรู้ไปแล้วปรากฏอยู่ในมุมเล่น เช่น เด็กเรียนรู้เรื่องผีเสื้อ
๒ ) ผู้สอนอาจจัดให้มีการจำลองการเกิดผีเสื้อล่องไว้ให้เด็กดูในมุมธรรมชาติศึกษาหรือมุมวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
๓ ) ควรเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดมุมเล่น ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้เด็กรู้สึกเป็นเจ้าของ อยากเรียนรู้ อยากเข้าเล่น
๔ ) ควรเสริมสร้างวินัยให้กับเด็ก โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้องจัดเก็บอุปกรณ์ทุก อย่างเข้าที่ให้เรียบร้อย
แนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ พัฒนาขึ้นบนแนวคิดหลักสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก ปฐมวัย โดยถือว่าการเล่นของเด็กเป็นหัวใจสำคัญของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ภายใต้การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของสมอง ผ่านสื่อที่ต้องเอื้อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นประสาทสัมผัสทั้งห้า โดยครูจำเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าสังคมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมตัวเด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ทั้งนี้ หลักสูตรฉบับนี้มีแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัย ดังนี้
๑. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการของมนุษย์เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องใน ตัวมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิต
๒. แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็ก การเล่นเป็นหัวใจสำคัญของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การเล่น อย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
๓. แนวคิดเกี่ยวกับการทำงานของสมอง สมองเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญที่สุดในร่างกายของคนเรา เพราะการที่มนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้นั้นต้องอาศัยสมองและระบบประสาทเป็นพื้นฐานการรับรู้ รับความรู้สึก จากประสาทสัมผัสทั้งห้า การเชื่อมโยงต่อกันของเซลล์สมองส่วนมากเกิดขึ้นก่อนอายุ ๕ ปี และปฏิสัมพันธ์แรกเริ่ม
๔. แนวคิดเกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ ทำให้สิ่งที่ เป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้และค้นพบ ด้วยตนเอง
๕. แนวคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม เด็กเมื่อเกิดมาจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับอิทธิพลจากการปฏิบัติแบบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และความรู้ของบรรพบุรุษ แต่ยังได้รับอิทธิพล
จากประสบการณ์ ค่านิยมและความเชื่อของบุคคลในครอบครัว และชุมชนของแต่ละที่ด้วย บริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือแวดล้อมตัวเด็กทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกันไป
๒.องค์ประกอบหลักของสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
๑. สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางกายภาพที่ดี
สภาพแวดล้อมทางกายภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะความปลอดภัยและความสะดวกสบายของเด็กส่งผลต่อสมาธิ การเคลื่อนไหว และความสนใจในการเรียนรู้
รายละเอียดและแนวทางการจัด
ความสะอาดและสุขอนามัย : ห้องเรียนและอุปกรณ์ของเล่นต้องสะอาด ลดการสะสมของเชื้อโรค ป้องกันการเจ็บป่วย
ความปลอดภัย : การจัดวางโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์การเรียนต้องลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ เช่น มุมแหลม พื้นลื่น
แสงสว่างและอากาศ : ห้องเรียนควรมีแสงสว่างเพียงพอ และมีอากาศถ่ายเทดี เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่
พื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรม : ต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเคลื่อนไหวขณะทำกิจกรรม
ตัวอย่าง จัดวางอุปกรณ์ให้เป็นระเบียบแยกเป็นกล่องหรือตะกร้าตามประเภท เพื่อให้เด็กหาและหยิบใช้ได้สะดวก
๒. สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางสังคมที่ดี
เด็กจะเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางสังคมได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและให้ความเคารพ
รายละเอียดและแนวทางการจัด
สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร : ครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการสื่อสาร ใช้น้ำเสียงและท่าทางที่อบอุ่น พูดจาไพเราะ ทำให้เด็กสนใจและไว้วางใจ
ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน : ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม แบ่งปันสิ่งของ และช่วยเหลือเพื่อนในขณะทำกิจกรรม
มีกฎระเบียบที่ชัดเจน : เด็กเข้าใจคำชี้แจงในใบงาน ทำให้เกิดความเป็นระเบียบและลดความขัดแย้ง
ป้องกันการรังแกหรือการเลือกปฏิบัติ : ครูสังเกตและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพื่อให้เด็กทุกคนรู้สึกได้รับการยอมรับ
ตัวอย่าง เตรียมชุดอุปกรณ์ที่เพียงพอสำหรับเด็กหลายคน เพื่อส่งเสริมการแบ่งปันและผลัดกันใช้เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีต่อเด็กกับเด็กรวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เล่นร่วมกับเพื่อน และครู เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน
๓. สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางอารม์และจิตใจ
สภาพแวดล้อมทางอารมณ์และจิตใจช่วยให้เด็กเกิดความมั่นใจ กล้าแสดงออก และสามารถเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพรายละเอียดและแนวทางการจัด
การให้กำลังใจ: ครูชมเชยและให้ข้อเสนอแนะเชิงบวก เพื่อให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง
การสนับสนุนการแสดงออก : เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิด ความรู้สึก และความคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ตัดสินหรือเปรียบเทียบ
ตัวอย่าง คุณครูต้องใช้คำพูดและท่าทางให้เด็กรู้สึกว่าพวกเขาได้รับความเข้าใจและยอมรับ
๔. สภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดสุนทรียะสภาพแวดล้อมที่มีสุนทรียะช่วยกระตุ้นจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และความสนใจของเด็ก
รายละเอียดและแนวทางการจัด
ความสวยงามและสีสัน : สื่อที่นำไปใช้ต้องตกแต่งด้วยสีสัน รูปภาพ หรือความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเเละสิ่งไม่มีชีวิต ความสวยงามและความปลอดภัยรวมถึงจัดมุมให้มีสีสันสดใส เป็นระเบียบ และน่าสำรวจ หรือผลงานศิลปะของเด็ก ๆ ติดอยู่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
สื่อและกิจกรรมสร้างสรรค์ : ให้เด็กมีสิทธิ์เลือกวัสดุและอุปกรณ์ตามคำชี้เเจงของใบงานในการทำกิจกรรม และใช้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
ความสนุกและท้าทาย : การจัดกิจกรรมที่เด็กสนใจ กระตุ้นความอยากเรียนรู้และสำรวจสิ่งใหม่ ๆ
ตัวอย่าง จัดมุมและสื่อการเรียนรู้ให้เป็นระเบียบ มีป้ายชื่อหรือสัญลักษณ์ที่ชัดเจน
๓.การจัดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน
ศูนย์วิทยาศาสตร์อนุบาล
เด็กๆ คือนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยม อยากรู้อยากเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่ล้อมรอบเมื่อเด็กเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับโลกก็เริ่มทดลองสมมติฐานของตนอย่างเป็นระบบ เด็กเหล่านี้ สังเกตสิ่งต่างๆ อย่างใกล้ชิด สนใจที่จะสัมผัสจับต้องพื้นผิวต่างๆ อยากดมกลิ่น และพยายามชิมทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์เท่าที่จะเป็นไปได้ ทักษะทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้นที่ควรปลูกฝังให้แก่เด็กวัยอนุบาลมีดังนี้
๑) ทักษะทางการสังเกต หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลายอย่าง ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์โดยมีจุดประสงค์ที่จะหาข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ ทั้งนี้ ต้องไม่ใส่ความคิดเห็นของตนเองลงไป ทักษะการสังเกตที่ควรเน้นคือ
(๑) การสังเกตรูปร่างลักษณะและคุณสมบัติทั่วไป (Qualitative Observation) หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ สังเกตสิ่งต่างๆ แล้วรายงานให้ผู้อื่นเข้าใจ ได้ถูกต้อง การใช้ตาดูรูปร่าง การใช้หูฟังเสียง การใช้จมูกดมกลิ่น การใช้ลิ้นชิมรส และการใช้มือสัมผัสจับต้อง
(๒) การสังเกตควบคู่กับการวัดเพื่อทราบปริมาณ (Quantitative Observation) หมายถึง การสังเกตควบคู่กับการวัดเพื่อบอกปริมาณ ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและเป็นประโยชน์มากขึ้น
(๓) การสังเกตเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Observation of Change) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของวัตถุนั้นๆ ทั้งทางกายภาพ (Physical Change) และทางเคมี (Chemical Change) เช่น การเจริญเติบโตของสัตว์/พืช การกลายเป็นไอของน้ำ เป็นต้น
๒) ทักษะการจำแนกประเภท หมายถึง ความสามารถในการแบ่งประเภทสิ่งของ โดยหาเกณฑ์หรือสร้างเกณฑ์ขึ้น เกณฑ์ที่ใช้ เช่น ความเหมือน ความแตกต่าง ความสัมพันธ์ร่วม เป็นต้น เด็กวัยอนุบาลสามารถจำแนกวัตถุออกเป็นกลุ่มๆ ได้ โดยใช้คุณสมบัติเฉพาะของตัววัตถุนั้นเป็นเกณฑ์ในการจำแนก เช่น สี ขนาด รูปร่าง ความนุ่ม ความแข็ง เป็นต้น ดังนั้น สิ่งสำคัญยิ่งที่เด็กควรได้รับคือ การอนุญาตให้ตัดสินใจในการจำแนกโดยวิธีการของเด็กเองที่ไม่ใช่วิธีการที่ผู้อื่นกำหนดให้
๓) ทักษะการวัด หมายถึง การใช้เครื่องมือต่างๆ วัดหาปริมาณของสิ่งของที่ต้องการทราบได้อย่างถูกต้อง ทั้งแบบที่ไม่มีหน่วยการวัดที่เป็นมาตรฐานกำกับและแบบที่มีหน่วยการวัด ที่เป็นมาตรฐานกำกับ การวัดสำหรับเด็กวัยอนุบาลควรใช้วิธีง่ายๆ ที่เน้นเพียงพื้นฐานเบื้องต้น ของการวัดและเหมาะสมกับความสามารถของเด็ก
๔) ทักษะการสื่อความหมาย หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การทดลอง หรือการวัด มาจัดให้สัมพันธ์กันมากขึ้น แล้วนำเสนอข้อมูลต่างๆ ในรูปของภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง และรูปภาพให้บุคคลอื่นเข้าใจได้ ทั้งนี้ ผลที่ได้จากการสรุปอ้างอิงโดยการสื่อความหมายดีหรือไม่ดีลักษณะดังนี้
(๑) การบรรยายคุณสมบัติของวัตถุอย่างมีรายละเอียดเพียงพอที่ผู้อื่นจะสามารถวิเคราะห์ต่อได้
(๒) การบอกการเปลี่ยนแปลงของวัตถุนั้นได้
(๓) การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่จัดกระทำแล้วได้
๕) ทักษะการลงความเห็น หมายถึง การอธิบายข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ในขั้นกระบวนการเรียนรู้นี้ คำถามแปลกๆ จะผุดขึ้นมามากมาย จนบางครั้งเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการมี จิตวิทยาศาสตร์
ศูนย์การเรียนวิทยาศาสตร์และธรรมชาตินี้ เปิดโอกาสให้มีการค้นคว้ามโนทัศน์พื้นฐานผ่านเกม การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง และการลงมือปฏิบัติต่อสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาในความสนใจได้อย่างอิสระ การเปรียบเทียบความเหมือนต่างอันนำไปสู่ความสามารถระบุคุณลักษณะของสิ่งของ และการสรุปความเกี่ยวกับสิ่งที่ได้สังเกต การออกแบบกิจกรรมจึงควรมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการ อันได้แก่ การสังเกต การจัดกลุ่ม การวัด การคิดคำนวณ การทดลอง และการคาดคะเน
นอกจากนี้ การนำเสนอวัสดุธรรมชาติที่เด็กให้ความสนใจในช่วงกิจกรรมกลุ่มใหญ่ช่วยเชื่อมโยงการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อเข้าสู่ศูนย์การเรียน เช่น พูดเกี่ยวกับดอกไม้ ที่กำลังบานและคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นร่วมกัน จากนั้นนำดอกไม้ไปไว้ในศูนย์การเรียน เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้สังเกตและจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด อุปกรณ์ที่ควรบรรจุในศูนย์วิทยาศาสตร์และธรรมชาติ เช่น ขวด แก้ว ไม้ ช้อนเคาะเสียง เทียนไข เครื่องงัด สกรู กระจก สายัด กล้องจุลทรรศน์ วารสาร กระดาษแผนภูมิ กระดาษกราฟ เป็นต้น วัสดุธรรมชาติควรมี ดิน หิน น้ำ ดอกไม้ และใบไม้ หรืออาจจัดให้เด็กได้ผลัดเปลี่ยนกันดูแลสัตว์เลี้ยง เช่น กระต่าย หนูตะเภา แพะ เพื่อสังเกตการเจริญเติบโตก็ได้
ศูนย์วิทยาศาสตร์และธรรมชาติเป็นศูนย์การเรียนที่ต้องการความสงบ ต้องการพื้นที่ในการทำกิจกรรมมาก จึงควรมีโต๊ะ เก้าอี้ สำหรับทำการทดลองหรือการวางแผนการทำงานชั้นสำหรับจัดวางเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็น และที่สำหรับเก็บสะสม สิ่งของต่างๆ ที่เด็กสนใจ อาจมีที่สำหรับจัดทำสวนจำลอง ตู้เลี้ยงปลา กรงเลี้ยงนก และที่สำหรับ วางสิ่งที่เด็กทดลอง เช่น การวางต้นไม้ที่เด็กเริ่มเพราะพันธุ์ไว้ เป็นต้น
ศูนย์ศิลปะ
เด็กวัยอนุบาลอยู่ในวัยที่สร้างสรรค์และสนุกเพลิดเพลินกับการใช้วัสดุอุปกรณ์ทางศิลปะต่างๆ ในการถ่ายทอดความรู้สึกสำนึกคิด ศิลปะช่วยพัฒนาความซาบซึ้งในสุนทรียภาพรอบตัว พัฒนาทักษะทางภาษา พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม พัฒนากล้ามเนื้อใหญ่และเล็ก ส่งเสริม การแสดงออก และเป็นการขยายโลกการเรียนรู้ของเด็ก ประสบการณ์ที่มีกับวัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลาย ช่วยให้เด็กวัยอนุบาลเริ่มเข้าใจโลกและสามารถควบคุมการใช้งานของวัสดุอุปกรณ์เหล่านั้นได้ ศิลปะสำหรับเด็กจึงหมายรวมถึง งานฝีมือที่เกิดจากเด็กหลากหลายรูปแบบ เช่น การวาดภาพ การระบายสี การพับ การปะติด การประดิษฐ์เศษวัสดุ การปั้น การตัดกระดาษ การฉีกกระดาษ เป็นต้น วัสดุอุปกรณ์ที่ควรจัดหาไว้ในศูนย์ศิลปะ เช่น กระดาษขาหยั่ง กระดานวาดภาพเล็กๆ กระดาษชนิดต่างๆ (กระดาษที่ใช้แล้ว กระดาษหนังสือพิมพ์) กรรไกร เทป ไม้บรรทัด ดินสอ พู่กัน ชอล์ก สีผสมอาหาร หรือสีน้ำที่ทำได้จากวัสดุธรรมชาติ (ดอกไม้ ดินสีต่างๆ) ดินเหนียว ฟองน้ำ ขวด เศษผ้า เปลือกหอย ริบบิ้น เครื่องประดับ และของเหลือใช้หรือวัสดุอุปกรณ์เพื่อความสวยงาม เป็นต้น วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ควรมีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการ ขนาดพอเหมาะต่อการใช้งาน และเตรียมสำรองไว้ให้หลากหลายต่อการเลือกใช้งานของเด็ก
ส่วนการปั้นมักมีวิธีการเล่นที่หลากหลาย เช่น คลึง นวด ทุบ ตบ ดึง เด็ด ฟาด หั่น บีบ ม้วน เป็นต้น สื่อวัสดุที่ควรจัดไว้ ได้แก่ ดินน้ำมัน ดินเหนียว แป้งโด แป้งทำขนมเล่น หรือขี้เลื่อยไม้ละเอียดผสมแป้งเปียก โดยครูควรเลือกใช้วัสดุเหล่านี้ให้เหมาะสม โดยยึดหลักประโยชน์ ประหยัด และปลอดภัย ของเด็กเป็นสำคัญ
สำหรับเด็กเล็กๆ แล้ว กระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะย่อมสำคัญมากกว่าผลผลิตที่ได้รับ ศูนย์ศิลปะจึงควรเป็นสถานที่ที่เด็กได้สนุกกับการสรรค์สร้างงานทางศิลปะอย่างอิสระขณะที่เด็กทำงาน เด็กเรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์หนทางใหม่ๆ ในการนำเสนอความคิดของตนเสมอ บางครั้งก็อยู่ในรูปแบบของภาพวาด งานประดิษฐ์ และงานปั้นต่างๆ การใช้สี การออกแบบ และความใหม่ของชิ้นงานที่ทำ ล้วนสร้างความภาคภูมิใจในผลงานให้กับเด็กทั้งสิ้น
ศูนย์นี้ควรตั้งไว้ใกล้กับศูนย์ดนตรี เพื่อช่วยให้เด็กวาดภาพระบายสีตามเสียงเพลงและจังหวะดนตรี อยู่ใกล้ๆ อ่างล้างมือหรือห้องน้ำ มีพื้นที่ว่างกว้างๆ และอยู่ห่างจากทางเดินไปมาของเด็ก
๓. ศูนย์หนังสือ
หนังสือภาพนิทาน สมุดภาพ หนังสือภาพที่มีคําและประโยคสั้น ๆพร้อมภาพ
ชั้นหรือที่วางหนังสือ
อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการสร้างบรรยากาศการอ่าน เช่น เสื่อ พรม หมอน ฯลฯ
สมุดเซ็นยืมหนังสือกลับบ้าน
อุปกรณ์สําหรับการเขียน
อุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องเล่นเทป ตลับเทปนิทานพร้อมหนังสือนิทาน หูฟัง ฯลฯ
๔. แนวทางการในการจัดสภาพแวดล้อมและการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ของสถานศึกษา
โรงเรียนหนองโตง “สุรวิทยาคม”
แนวทางการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
-ห้องเรียนปลอดโปร่ง สะอาด มีแสงสว่างและอากาศถ่ายเท จัดโต๊ะ เก้าอี้ และพื้นที่ใช้งานให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มีสื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ในห้องเรียน เช่น มุมหนังสือ มุมคณิตศาสตร์ มุมศิลปะ มุมเสริมประสบการณ์
-สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่นและปลอดภัยครูแสดงออกด้วยรอยยิ้ม พูดจาไพเราะ เป็นกันเองนักเรียนได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
-ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ให้นักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและร่วมวางแผนกิจกรรมใช้วิธีการเรียนรู้แบบกลุ่มและการลงมือทำด้วยตนเอง
-ใช้สื่อและเทคโนโลยีในการเรียนรู้จัดให้มีคอมพิวเตอร์ใช้เป็นสื่อในการสอนและการเรียนรู้เช่น กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ การทำรูปทรงต่างๆผ่านระบบคอมพิวเตอร์สนับสนุนให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและปลอดภัยกับวัย
-สร้างบรรยากาศแห่งความสุขในการเรียนรู้ใช้เพลง เกม นิทาน และกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเสริมบรรยากาศสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครู นักเรียน และเพื่อนนักเรียนจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนมีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้
๕.การออกแบบและวางแผนจัดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน หน่วย “สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ”
ขั้นตอนการออกแบบและวางแผน
๑.ข้อมูลบริบทของชั้นเรียน ข้อมูลผู้เรียน
สถานศึกษา : โรงเรียนหนองโตง “สุรวิทยาคม”
ระดับชั้น : อนุบาลปีที่ ๓ (อายุประมาณ ๕-๖ ปี)
จำนวนผู้เรียน : ๒๘ คน (ชาย ๑๕ คน หญิง ๑๓ คน)
ลักษณะห้องเรียน : ห้องเรียนขนาดเหมาะสมกับวัย มีมุมประสบการณ์ เช่น มุมหนังสือ
มุมบล็อก มุมศิลปะ และอุปกรณ์การเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็ก
สภาพแวดล้อม : ปลอดภัย สะอาด เอื้อต่อการเรียนรู้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง
บรรยากาศการเรียนรู้ : ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่น การร้องเพลงการเล่านิทาน และกิจกรรมสร้างสรรค์
จุดแข็งของห้องเรียน : เด็กกล้าแสดงออก ร่าเริง มีความสนใจใฝ่รู้
ข้อจำกัด : เด็กบางส่วนยังมีความแตกต่างด้านทักษะการสื่อสารและการควบคุมอารมณ์
ข้อมูลผู้เรียน
ชั้นอนุบาล ๓/๑ มีเด็กทั้งหมด ๒๘ คน ชาย ๑๕ คน หญิง ๑๓ คน
ลักษณะทั่วไป : เด็กวัยอนุบาลมีความสดใสร่าเริง ชอบเล่น เคลื่อนไหวและเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง
พื้นฐานความรู้และทักษะ : มีทักษะด้านการสื่อสารและการใช้ภาษาในระดับที่ต่างกันบางคนสามารถพูดเป็นประโยคชัดเจน แต่บางคนยังพูดไม่คล่อง
พัฒนาการด้านร่างกาย : ส่วนใหญ่แข็งแรง คล่องแคล่วแต่บางคนยังต้องการการส่งเสริมด้านการประสานงานมือ–ตา และทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก
พัฒนาการด้านอารมณ์–สังคม : เด็กส่วนใหญ่เล่นร่วมกับเพื่อนได้แต่อาจมีบางคนยังขาดทักษะการรอคอยหรือการแบ่งปัน
พัฒนาการด้านสติปัญญา : เด็กมีความสนใจใฝ่รู้ ชอบตั้งคำถาม สนใจสิ่งรอบตัว
ความต้องการของผู้เรียน : ต้องการการเรียนรู้ที่สนุกสนาน มีสื่อและกิจกรรมที่หลากหลาย
เพื่อพัฒนาทั้ง ๔ ด้าน (ร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม สติปัญญา)
๒. กำหนดหลักการและแนวคิดที่ใช้ในการจัดศูนย์การเรียน
- ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย เช่น ศูนย์ศิลปะ ศูนย์วิทยาศาสตร์อนุบาล
- ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมายและมีกิจกรรมที่หลากหลายได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมีการพักผ่อนที่เพียงพอ
- แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะมีลำดับขั้นตอนลักษณะเดียวกัน แต่อัตราและระยะเวลาในการผ่านขั้นตอนต่างๆอาจแตกต่างกันได้ขั้นตอนแรกๆจะเป็นพื้นฐานสำหรับพัฒนาการขั้นต่อไปพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา
- แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็ก การเล่นเป็นหัวใจสำคัญของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กขณะที่เด็กเล่นจะเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆกันด้วย
- แนวคิดเกี่ยวกับการทำของสมอง สมองเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญที่สุดในร่างกายของคนเราเพราะการที่มนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้นั้นต้องอาศัยสมองและระบบประสาทเป็นพื้นฐานการรับรู้ รับความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้งห้า
- แนวคิดเกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเอง การใช้สื่อการเรียนรู้ต้องปลอดภัยต่อตัวเด็กและเหมาะสมกับวัย
- แนวคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม เด็กเมื่อเกิดมาจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับอิทธิพลจากการปฏิบัติแบบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และความรู้ของบรรพบุรุษ แต่ยังได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ ค่านิยมและความเชื่อของบุคคลในครอบครัว และชุมชนของแต่ละที่ด้วยบริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือแวดล้อมตัวเด็กทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกันไป ครูจำเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าสังคมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมตัวเด็ก มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้
๓. การจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียน (อธิบายโดยมีแผนภาพแผนผังประกอบ)
แหล่งเรียนรู้ภายในชุมชน ได้แก่ แหล่งข้อมูลหรือแหล่งวิทยาการต่างๆ ที่อยู่ในชุมชน มีความสัมพันธ์กับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประเพณีช่วยให้เด็กสามารถเชื่อมโยงโลกภายในและโลกภายนอก (inner world & outer world) ได้ และสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของเด็กปฐมวัย ได้แก่
- ห้องสมุดโรงเรียนหนองโตง "สุรวิทยาคม"
- ห้องวิทยาศาสตร์อนุบาล
- วัดป่าโยธาประสิทธิ์
- วัดบูรพาราม
- วัดเขาศาลา
-วัดกลาง
- วัดศาลาลอย
-วัดปทุมเมฆ
- วัดจุมพลสุทธาวาส
-วัดพรหมสุรินทร์
- ค่ายวีรวัฒน์โยธิน
- โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน
- สถานีตำรวจ
- โรงพยาบาลสุรินทร์
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์
สรุป: นี่คือ ผังจัดมุมกิจกรรมของห้องเรียนอนุบาล/ปฐมวัย ที่แบ่งพื้นที่เป็นมุมต่าง ๆ เช่นมุมหนังสือ มุมบ้าน มุมเครื่องเล่น มุมอุปกรณ์การเรียน โต๊ะครู และยังมีส่วนที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ห้องน้ำ มุมล้างมือ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ใช้ห้องอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
๔. การวางแผนจัดประสบการณ์
ใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมและประสบการณ์ในแผนฯ ช่วงกิจกรรมเสรี - การเล่นตามมุมประสบการณ์, ศูนย์การเรียน โดยศึกษาจากแผนฯ ของโรงเรียน และเทียบเคียงกับแผนฯ
ของสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร) เขียนให้มีองค์ประกอบหลักๆ ดังนี้
๑) เป้าหมายและวัตถุประสงค์การเรียนรู้
• เด็กมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต
เด็กสามารถจำแนกสิ่งรอบตัวได้อย่างถูกต้อง
• เด็กเกิดความสนใจและใฝ่รู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ
• เด็กเกิดทักษะการสังเกต การคิดเปรียบเทียบ และการตั้งคำถาม
• บอกความแตกต่าง ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตได้
• ยกตัวอย่าง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตรอบตัวได้
• สังเกตและอธิบาย ลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิต เช่น ต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เคลื่อนไหว และเจริญเติบโต
๒) ขั้นตอนการจัดกิจกรรม: ขั้นเตรียม ขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุป
ขั้นเตรียม
• สีไม้/สีเทียน • กระดาษสี • กาว • ผ้าสำหรับเช็ดมือ • ใบงานหน่วยสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต
ขั้นนำ
• ร้องเพลงสั้น ๆ ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรม
• ถามเด็กๆเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอธิบายว่าลักษณะสิ่งมีชีวิตมีลักษณะอย่างไรยกตัวอย่างเช่น ช้าง สุนัข
และอธิบายลักษณะสิ่งที่ไม่มีชีวิตว่ามีลักษณะอย่างไรบ้างเช่น บ้าน รถ
• แนะนำอุปกรณ์ต่างๆในการทำกิจกรรมหลังทำกิจกรรมต้องเช็ดทำความสะอาดมือให้เรียบร้อยด้วยผ้าที่ครูเตรียมไว้
ขั้นสอน
• คุณครูชี้แจงวิธีการทำใบงานภาพสิ่งที่มีชีวิตให้ติดกระดาษสีตามใจชอบส่วนภาพสิ่งที่ไม่มีชีวิตให้ใช้สีระบายลงที่ภาพ
• คุณครูสาธิตวิธีการฉีกกระดาษเป็นชิ้นเล็กๆและติดลงในใบงาน
• คุณครูแจกวัสดุอุปกรณ์ให้เด็ก โดยให้เด็กนั่งรวมกันเป็นกลุ่ม อุปกรณ์จะมี ใบงาน กระดาษสี สีไม้/สีเทียน กาวและ ผ้าเช็ดมือ
• เด็กเริ่มลงมือทำกิจกรรม
ขั้นสรุป
• ครูสรุปกิจกรรมที่ทำในวันนี้พร้อมตั้งคำถามปลายเปิด เช่น
วันนี้หนูได้เรียนรู้อะไรบ้างคะ/สิ่งมีชีวิตที่หนูรู้จักมีอะไรบ้าง/สิ่งไม่มีชีวิตที่หนูรู้จักมีอะไรบ้างคะ
• เด็กๆนำผลงานมาเล่าให้เพื่อนๆฟังทีละคนแล้วเเลกเปลี่ยนพูดคุยชื่นชมผลงานของเพื่อนขั้นสรุป
๓) สื่อ / แหล่งเรียนรู้
• สีไม้/สีเทียน • กระดาษสี • กาว • ผ้าสำหรับเช็ดมือ • ใบงานหน่วยสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต
๔) การประเมินผล
• เด็กเข้าใจลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิต และมีทักษะการสังเกตเปรียบเทียบได้
• เด็กสามารถแยกความแตกต่างและยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตได้
๕) ภาคผนวก
๖.ออกแบบการประเมินการจัดสภาพแวดล้อม…………. โดยใช้แบบสังเกตการจัดฯแบบมาตรประเมินค่าและแบบตรวจสอบรายการ (สำหรับครูพี่เลี้ยง หรือครูฝึกสอนเป็นผู้ประเมินการจัด)
คำชี้แจง : โปรดสังเกตสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน ซึ่งเป็นลักษณะหรือสามารถมองเห็นได้ จากการจัดและทำเครื่องหมาย
√ ลงในช่องระดับคุณภาพที่ตรงแต่ละหัวข้อ
ชื่อ-สกุล..........................................................................ตำแหน่ง........................................................................
วัน/เดือน/ปี.........................................................……สถานที่บันทึกข้อมูล................................................................
ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม
1 = น้อยที่สุด, 2 = น้อย, 3 = ปานกลาง, 4 = มาก, 5 = มากที่สุด
|
หัวข้อการประเมิน |
ระดับคุณภาพการจัดสภาพแวดล้อม |
หมายเหตุ |
||||
|
5 |
4 |
3 |
2 |
1 |
|
|
|
1.พื้นที่มีความสะอาด ปลอดภัย และมีความเป็นระเบียบของห้องเรียน |
|
|
|
|
|
|
|
2.การจัดสภาพแวดล้อมมีความสอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ สิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต |
|
|
|
|
|
|
|
3.สื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้มีความเหมาะสมตามช่วงวัยและพัฒนาการของเด็ก |
|
|
|
|
|
|
|
4.การจัดมุมประสบการณ์ในห้องเรียนมีความเหมาะสม และมีความหลากหลาย เช่น มุมบทบาทสมมติ มุมเกมการศึกษา มุมศิลปะ และอื่นๆ เป็นต้น |
|
|
|
|
|
|
|
5.เด็กสามารถเข้าถึงสื่อหรือมุมศิลปะสร้างสรรค์ ได้ด้วยตนเอง และมีความสุข กระตือรือร้น |
|
|
|
|
|
|
|
6.ความเหมาะสมโดยรวมของสภาพแวดล้อมต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก |
|
|
|
|
|
|
|
7.การจัดสภาพแวดล้อมมีความสอดคล้องกับช่วงวัยของเด็ก ( 3-6 ปี ) |
|
|
|
|
|
|
|
8.พัฒนาการด้านร่างกาย เด็กใช้มือหยิบ ฉีก ปะติด ได้ดี มีคนวามคล่องแคล่ว |
|
|
|
|
|
|
|
9.พัฒนาการทางด้านอารมณ์ จิตใจ แสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม เช่น ยิ้ม หัวเราะ พูดจาอ่อนโยน |
|
|
|
|
|
|
|
10.พัฒนาการด้านสังคม เด็กสามารถเล่นร่วมกับผู้อื่นได้ มีความอดทน รู้จักการรอคอย |
|
|
|
|
|
|
|
11.พัฒนาการด้านสติปัญญา เด็กพูดคุยมีบทสนทนาเป็นเรื่องราว ตามความคิดสร้างสรรค์ |
|
|
|
|
|
|
ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
..........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
🌞 กิจกรรมที่ 1 : แสงและเงา
สื่อ / วัสดุอุปกรณ์
• นิทานหรือบอร์ดภาพเรื่อง “แสงและเงา”
• ไฟฉาย / แหล่งกำเนิดแสง
• สื่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต
• ฉากแสงและเงา
ขั้นตอนการทำกิจกรรม
1. สนทนาเริ่มกิจกรรม ครูตั้งคำถามนำ เช่น “หนูเคยเห็นเงาของตัวเองไหม?” “เงาเกิดขึ้นได้อย่างไร?” เพื่อกระตุ้นความสนใจของเด็ก
2. สาธิตการเกิดเงาครูใช้ไฟฉายส่องไปที่วัตถุต่าง ๆ ให้เด็กดูเงาที่ปรากฏบนฉาก แล้วชวนเด็กสังเกตว่าเงาเกิดจากอะไร
3. กิจกรรมทายเงา (เกมทายแสงและเงา) ครูฉายเงาของสิ่งของหรือภาพต่าง ๆ ให้เด็กดู เช่น เงาของสัตว์ รถ ต้นไม้ หรือของเล่น แล้วให้เด็กทายว่า“นี่คือสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิตคะ?” เด็กตอบพร้อมเหตุผล เช่น “เป็นสิ่งมีชีวิตเพราะมันหายใจได้” หรือ “ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเพราะมันไม่โต”
4. สรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ครูและเด็กพูดคุยสรุปว่า แสงทำให้เกิดเงา และในชีวิตประจำวันเราสามารถเห็นเงาของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตได้รอบตัว
การประเมินผล
• สังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของเด็กในการตอบคำถามและสังเกตเงา
• เด็กสามารถบอกได้ว่าแสงทำให้เกิดเงา
• เด็กสามารถจำแนกสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตจากเงาได้อย่างถูกต้อง
ผลการใช้สื่อ
• เด็ก ๆ สนุก ตื่นเต้นและมีส่วนร่วมในการทายเงา
• เด็กเกิดความเข้าใจเรื่องแสง เงา และสามารถแยกแยะสิ่งมีชีวิต–ไม่มีชีวิตได้
• เด็กกล้าแสดงออกและใช้เหตุผลในการตอบคำถาม
ปัญหาและอุปสรรค
• แสงในห้องบางช่วงสว่างมาก ทำให้เงามองเห็นไม่ชัด
• เด็กบางคนยังสับสนระหว่างสิ่งมีชีวิตกับไม่มีชีวิต
แนวทางในการพัฒนา
• ปรับห้องให้มีแสงสลัวหรือใช้ฉากสีเข้มเพื่อให้เห็นเงาชัดเจนขึ้น
• เพิ่มกิจกรรมเสริม เช่น เกมจับคู่ภาพ “แสงและเงา” กับสิ่งมีชีวิต/ไม่มีชีวิต เพื่อทบทวนความเข้าใจ
🎨 กิจกรรมที่ 2 : ระบายสีสิ่งไม่มีชีวิตและปะติดสิ่งมีชีวิต
วัตถุประสงค์
• เพื่อให้เด็กสามารถจำแนกสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตได้
• เพื่อให้เด็กได้ฝึกการระบายสีและการปะติดอย่างสร้างสรรค์
• เพื่อส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก การประสานสัมพันธ์ระหว่างตาและมือ
• เพื่อสร้างความสนุกสนานและปลูกฝังความรักในการทำงานศิลปะ
สื่อ / วัสดุอุปกรณ์
• ใบงาน
• กระดาษสี
• กาว
• สีไม้
• ถ้วยใส่กาว
ขั้นตอนการทำกิจกรรม
1.สนทนาเริ่มกิจกรรมครูชวนเด็กพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งรอบตัว ว่าสิ่งไหนเป็น “สิ่งมีชีวิต” และสิ่งไหนเป็น “สิ่งไม่มีชีวิต” พร้อมยกตัวอย่าง เช่น “เต่า” เป็นสิ่งมีชีวิต แต่ “รถ” เป็นสิ่งไม่มีชีวิต
2.ลงมือระบายสีสิ่งไม่มีชีวิต ครูแจกใบงานให้เด็ก ๆ ระบายสีภาพสิ่งไม่มีชีวิตตามจินตนาการของตนเองและปะติดสิ่งมีชีวิต
4. ครูเดินดู แนะนำ และให้คำชมระหว่างที่เด็กทำกิจกรรม
5. เมื่อเสร็จแล้ว ครูชวนเด็กพูดคุยเกี่ยวกับภาพ เช่น “หนูระบายสีอะไร?” “สิ่งนี้มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต?”
การประเมินผล
• สังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของเด็กในการระบายสีและปะติด
• เด็กสามารถจำแนกสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตได้ถูกต้อง
• ประเมินจากผลงานของเด็ก เช่น ความเรียบร้อย ความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจในการทำกิจกรรม
ผลการใช้สื่อ
• เด็กมีความสนใจและตั้งใจทำกิจกรรม
• เด็กเข้าใจและสามารถอธิบายได้ว่าสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตแตกต่างกันอย่างไร
• เด็กเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง
ปัญหาและอุปสรรค
• เด็กบางคนยังใช้กาวมากเกินไป ทำให้ภาพเปียกหรือขาด
• เด็กบางคนยังจำแนกไม่ออกว่าสิ่งไหนมีชีวิตและสิ่งไหนไม่มีชีวิต
แนวทางในการพัฒนา
• เตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้เพียงพอ เช่น กาว
• เพิ่มกิจกรรมเสริม เช่น เกมจับคู่ภาพสิ่งมีชีวิต–สิ่งไม่มีชีวิต เพื่อทบทวนความเข้าใจหลังทำกิจกรรม
ภาพการทำกิจกรรมและการมอบสื่อ
ผลการประเมิน










